มะเร็งกับน้ำอัดลม

มะเร็งกับน้ำอัดลม

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ มีข่าวฮือฮาที่สหรัฐอเมริกาเรื่องมีสารก่อมะเร็งในส่วนผสมของน้ำอัดลมสีดำยี่ห้อดังหลายยี่ห้อ ทำเอาบริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมทั้งรายเล็กรายใหญ่ต้องออกโรงมาชี้แจงกันเป็นการใหญ่

เหตุของเรื่องมาจากการที่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทางมลรัฐแคลิฟอร์เนียได้เพิ่มรายชื่อสาร 4-เมธิลอิมิดาโซลเป็นสารก่อมะเร็งตัวใหม่ในกฎหมายของรัฐ สืบเนื่องมาจากการที่มีงานวิจัยพบว่าเจ้าสารตัวนี้ทำให้เกิดมะเร็งในหนูทดลอง สาร 4-เมธิลอิมิดาโซลที่ว่าเป็นสารที่ไม่ได้ถูกรับเชิญให้มาอยู่ในน้ำดำอย่างเต็มอกเต็มใจผู้ผลิตสักเท่าไรนัก แต่เป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นมาจากขั้นตอนการผลิต การที่จะทำให้น้ำอัดลมมีสีดำนั้น เขาใช้คาราเมลหรือน้ำตาลที่ผ่านการเคี่ยวจนเหนียวข้นเป็นสีน้ำตาลมาผสมกับสารอีกตัวคือ แอมโมเนียซัลไฟต์ เพื่อให้ได้สีที่เข้มขึ้นเป็นสีดำอย่างที่เราเห็น แต่ดันได้สาร 4-เมธิลอิมิดาโซลแถมมาอยู่ในน้ำดำด้วย นอกจากนั้นปริมาณของสารในน้ำดำยังสูงเกินมาตรฐานที่กฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนียกำหนดไว้ซะอีก ทางการจึงแจ้งเตือนประชาชนและกำชับกับทางบริษัทผู้ผลิตน้ำดำทั้งหลายว่า ห้ามหมกเม็ดต้องติดฉลากคำเตือนเรื่องสารก่อมะเร็งที่ภาชนะบรรจุเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องอันมีผลต่อสุขภาพ

ทางด้านบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่และสมาคมเครื่องดื่มของสหรัฐอเมริกา ก็รีบออกแถลงการณ์ในนามตัวแทนผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มทั่วสหรัฐว่า บริษัทยินยอมเปลี่ยนแปลงส่วนผสมในการผลิตน้ำดำอย่างไม่อิดออด แม้จะอ้างว่ามีงานวิจัยแค่เพียงฉบับเดียวที่สนับสนุน และที่สำคัญไม่ใช่ยอมเปลี่ยนเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียเท่านั้น แต่จะใช้กับทุกรัฐทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว แถมยังยืนยันกับแฟนน้ำดำว่ารสชาติของเครื่องดื่มยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐหรือเอฟดีเอก็ออกมาให้ความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่า หากจะให้คนเราได้รับสาร 4-เมธิลอิมิดาโซลในปริมาณที่เท่ากับที่หนูทดลองได้รับในงานวิจัย เราจะต้องดื่มน้ำดำทุกวัน วันละเป็นพันๆ กระป๋องติดต่อกันหลายปีจึงจะเป็นมะเร็ง ทำให้ผู้บริโภคใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ที่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งก็คือน้ำอัดลมเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอ้วน โรคเบาหวาน ที่ประชาชนไม่ควรบริโภคมากและบ่อยจนเกินไป

เห็นรึยังครับว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเขาใส่ใจห่วงใยสุขภาพประชาชนของเขากันขนาดไหน แค่มีหลักฐานเริ่มต้น หน่วยงานของรัฐก็กดดันบริษัทผู้ผลิตให้เปิดเผยและแสดงข้อมูลให้ผู้บริโภคได้รับรู้ จากแค่ขัดกฎหมายสุขภาพของรัฐเดียวสามารถขยายผลให้บริษัทเปลี่ยนส่วนผสมไปใช้ทั่วประเทศ เพราะไม่เปลี่ยนตอนนี้ต่อไปรัฐอื่นก็ต้องเอาบ้างเหมือนกัน สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนหมดทั้งประเทศอยู่ดี สู้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมยอมเปลี่ยนซะเองตอนนี้ดีกว่า ข่าวเสียหายต่อสุขภาพและสุ่มเสี่ยงต่อธุรกิจจะเสียหายก็ไม่ยืดเยื้อ ที่สำคัญ ณ เวลานี้ ยังไม่ได้ข่าวว่าเมืองไทยเราจะเปลี่ยนส่วนผสมตามบริษัทแม่เมื่อไหร่ ก็คงต้องรอต่อไปนะครับ…ขอบอก

อ้างอิง : คมชัดลึก (นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ)

ใส่ความเห็น