ทานหมูอย่างไร…ไ่ม่เสี่ยงมะเร็ง

ทานหมูอย่างไรไ่ม่เสี่ยงมะเร็ง

เว็บไซต์เดลิเมล์ของอังกฤษ เปิดเผยผลการศึกษาของสถาบันโภชนาการแห่งอังกฤษ ที่ระบุว่า การทานหมูเนื้อแดงก่อให้เกิดมะเร็งได้ จึงควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง

โดยสถาบันโภชนาการแห่งอังกฤษ ได้เปิดเผยว่า แม้ว่าหมูเนื้อแดงจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กก็จริง แต่การทานหมูเนื้อแดงในปริมาณที่มากเกินไป อาจก่อให้เกิดมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากในหมูเนื้อแดงมีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคดังกล่าว โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ จะมีความเสี่ยงมากกว่าวัยอื่น ๆ ดังนั้น จึงควรจำกัดปริมาณของหมูเนื้อแดงที่ทานในแต่ละวันด้วย โดยปริมาณที่เหมาะสมในการทานหมูเนื้อแดงที่ทางสถาบันโภชนาการแนะนำ คือ 500 กรัมต่อสัปดาห์ หรือเทียบเท่ากับการทานเบคอน 3 ชิ้นต่อวันเท่านั้น

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ การทานผลิตภัณฑ์หมูเนื้อแดงแปรรูป เช่น เบคอน หรือฮอทด็อก จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น และการนำเนื้อแดงไปปรุงอาหารในอุณหภูมิที่ร้อนจัด ก็จะทำให้เกิดสารก่อมะเร็งขึ้น ดังนั้น หากจะให้ดี ก็ควรหลีกเลี่ยงการทานหมูเนื้อแดงที่ปรุงในอุณหภูมิสูง และทานหมูเนื้อแดงแปรรูปในปริมาณน้อย เพื่อลดความดันเลือดและระดับคอเลสเตอรอล แต่ไม่จำเป็นต้องเลิกทานหมูเนื้อแดงไปเลย เพียงแต่ทานในปริมาณที่แนะนำ คือประมาณวันละ 30 กรัมเท่านั้น ร่างกายก็จะได้สารอาหารครบถ้วน และไม่ทำลายสุขภาพในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการโภชนาการนัก เพราะหากย้อนกลับไปมองตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จะพบว่า มีงานวิจัยเกี่ยวกับอันตรายของหมูเนื้อแดงออกมาอย่างต่อเนื่อง และยังมีกรณีศึกษาอีกหลายกรณี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประชากรวัยผู้ใหญ่ในแถบประเทศตะวันตกซึ่งทานเนื้อสัตว์ ในปริมาณมาก มักจะป่วยเป็นมะเร็งและโรคหัวใจ โดยตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา 1 ใน 8 ของผู้หญิงชาวอังกฤษ ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการทานหมูเนื้อแดงก็ยังส่งผลต่อระบบประจำเดือนของผู้หญิงอีกด้วย

โดยผู้หญิงที่เติบโตจากการบริโภคเนื้อแดง จะเริ่มมีประจำเดือนเร็วกว่าผู้หญิงที่ทานเนื้อแดงในปริมาณน้อย ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่น เด็กสาวจะเริ่มมีประจำเดือนตอนอายุ 15-16 ปี ขณะที่เด็กสาวในอังกฤษเริ่มมีประจำเดือนเมื่ออายุได้ 10-11 ปีเท่านั้น ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กสาวสองประเทศนี้มีประจำเดือนในวัยที่ต่างกันก็คือวัฒนธรรมการกินนั่นเอง และอีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ ประชากรแถบตะวันตกซึ่งทานเนื้อสัตว์เป็นมื้อหลัก จะป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและโรคมะเร็งมากกว่าประชากรในแถบเอเชียด้วย

นอกจากนี้ นักโภชนาการยังเปิดเผยว่า การทานผักและผลไม้ สามารถป้องกันมะเร็งได้ แต่หากทานผักผลไม้มาก และยังคงทานหมูเนื้อแดงควบคู่ไปด้วยในปริมาณมากอยู่ ก็ไม่ได้ช่วยให้ความเสี่ยงลดลงแต่อย่างใด ทางที่ดีจึงควรเน้นทานผักผลไม้ หรืออาหารชีวจิต ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายในระยะยาวเลยทีเดียว

มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการกินอาหารมันๆ ที่มีปริมาณไขมันสูงมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งไต, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งที่ทวารหนัก, และมะเร็งเต้านม ส่วนใหญ่มักเป็นไขมันที่มาจากสัตว์ เช่น เนื้อแดง, ไข่ และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม มีบางรายงานสนับสนุนว่าการกินอาหารไขมันจึงทำให้เกิดมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในหญิงวัยหมดประจำเดือน ไขมันปลาจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งของไขมันจากสัตว์ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งเต้านม และยังมีบางรายงานว่า ไขมันชนิด monounsaturated fat เช่น น้ำมันมะกอกช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม

เหล้ามีส่วนช่วยทำให้เกิดมะเร็งหลอดอาหาร, มะเร็งตับอ่อน, มะเร็งช่องปาก และมะเร็งเต้านมแต่ก็ยังถกเถียงกันอยู่เพราะบางคนเชื่อว่า แอลกอฮอล์มีส่วนช่วยเพิ่มเอสโตรเจนในผู้หญิง นั่นคือ มีส่วนทำให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ และมีงานวิจัยว่าแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ต้านคาโรทีนอยซึ่งเป็นสารต้านมะเร็งวิตามินซี และซีลีเนียมจะมีระดับต่ำลงในเลือดเมื่อกินเหล้า ดังนั้นเหล้าอาจจะเป็นสาเหตุของมะเร็งเพราะลดตัวป้องกันมะเร็งของร่างกาย

ความอ้วน พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม อีกทั้งการออกกำลังกายน้อย พบว่าทำให้เป็นมะเร็งได้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะพบมะเร็งของเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง ซึ่งอธิบายได้ว่ามาจากมีการเพิ่มการเคลื่อนไหวของกระเพาะ ลำไส้ และลดการหลั่งฮอร์โมนเพศ ลดการเกาะตัวของไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนเพศชายใช้เป็นที่เปลี่ยนเป็น toxic estrogen derivative ภาวะอ้วนจะมีอินซูลินสูงในเลือด เพราะมีภาวะ insulin resistance ซึ่งก่อให้เกิดก้อนที่เต้านม โดยมีฤทธิ์ส่งเสริมกันกับภาวะมี estrogen สูง

คอเลสเตอรอลถ้ากินปริมาณมาก ก็พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง Lycopene เป็นคาโรทีนอยชนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ในมะเขือเทศช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งของต่อมน้ำลาย เนื้อทอดมีความสัมพันธ์กับมะเร็งของไต ประมาณร้อยละ 60 ผลไม้, ผักต่างๆ มีส่วนป้องกันมะเร็ง

สถาบันมะเร็งแห่งชาติในอเมริกาแนะนำให้กินผักผลไม้ 5 ส่วน ช่วยสุขภาพโดยมีหลักฐานว่าผู้ที่ตายจากโรคมะเร็งร้อยละ 55 ตายเพราะกินอาหารไม่เหมาะสม หรืออย่างน้อยการปรับปรุงการกินอาหาร ก็จะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้

อ้างอิง : kapook.com

ใส่ความเห็น