รักษาตัวเองด้วยหลัก 7 อ.

รักษาตัวเองด้วยหลัก 7 อ.

สำหรับแนวทางในการเยียวยารักษาตัวเองที่ควรปฏิบัติ  เป็นหลักของ 7 อ.  อันได้แก่  1. อิทธิบาท 4
2. อารมณ์  3. อากาศ  4. อาหาร  5. ออกกำลังกาย  6. เอนกาย  7. เอาพิษออกจากร่างกาย ซึ่งทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของหลักการดูแลร่างกายให้สมดุลโดยการเพิ่มภูมิต้านทานโรค  เพิ่มสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ให้กับร่างกาย  และขับพิษออกให้ทันท่วงทีนั่นเอง

1.  อ. อิทธิบาท 4

“หัวใจสำคัญอันดับแรกที่จะต้องมีคือ อิทธิบาท 4  เพราะการจะรักษาตัวเองนั้น  ต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่น
แน่วแน่  คือมี  ฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ  วิมังสา  เช่นบางวันถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกปวดเมื่อย  ไม่ค่อยสบายตัวเพียงใด
เราก็ต้องฝืนใจตัวเองว่าจะนอนเฉยๆ ไม่ได้  ต้องลุกขึ้นมาขยับกาย  บริหารบ้าง  เพื่อให้หายปวด  หรือจะคิดว่า
ไม่สบายตัวแล้วไม่ไปออกกำลังกายก็ไม่ได้  และก็ต้องมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองจะหาย”

2.  อ. อารมณ๋

ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก  เพราะถ้าเราทำจิตใจให้แจ่มใส  คิดในแง่บวก  เกิดความรู้สึกปิติ  รวมถึงใน
ขณะที่เรานั่งสมาธิ  ยิ้ม  ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ร่างกายหลั่งทั้ง  Growth  Hormone  และสารเอนโดรฟินออกมา
ซึ่งมีผลต่อการสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคให้เพิ่มสูงขึ้นได้  โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคมะเร็ง  จะต้องดูแลตัวเองไม่ให้เครียด
เพราะเพียงแค่หายเครียด  ค่าของเซลล์มะเร็งก็ลดลงแล้ว

3.  อ. อากาศ

ควรอยู่ในที่ที่มีออกซิเจนมากๆ  เพราะเซลล์ทุกเซลล์จะทำหน้าที่สมบูรณ์ได้ก็ต้องได้รับออกซิเจนเพียงพอ
นอกจากนี้ออกซิเจนยังสามารถปรับความเป็นกรดด่างของเลือดให้สมดุล  ทำให้เราไม่เจ็บป่วยอีกด้วย  ที่สำคัญ
เซลล์มะเร็งจะเจริญเติบโตได้ดีมากในที่ที่ขาดออกซิเจน  และเต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์  ด้วยเหตุนี้
คุณฟ้างายจึงตัดสินใจไปอยู่บ้านท่ามกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

4.  อ. อาหาร

มีหลักอยู่ว่า  ห้ามกินเนื้อสัตว์  รวมทั้งพวกไข่  นมวัว  เน้นกินผักพื้นบ้าน กินผลไม้ตามฤดูกาลมากๆ
และกินให้หลากหลาย  นอกจากนี้ก็จะกินข้าวกล้อง  ถั่ว  งา  ใช้น้ำมันหลากหลายชนิด  ทั้งน้ำมันดอกคำฝอย
น้ำมันรำข้าว  หรือน้ำมันงา  กินน้ำตาลน้อยลง  ถ้าใช้ก็ใช้แต่น้ำตาลทรายแดง  อ้อย  ใช้ซอสถั่วเหลือง
และซีอิ๊วแทนน้ำปลา  แต่ในช่วงแรกจะงดอาหารหวาน  มัน  เค็ม  และผลไม้หวานทุกชนิด  จนร่างกายเริ่ม
ฟื้นตัวแล้วจึงจะกินบ้าง  ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงอาหารทอดมันๆ  เช่น  ปาท่องโก๋  โดนัท ฯลฯ  และความ
สำคัญเกี่ยวกับเรื่องน้ำดื่มด้วย  ถือเป็นอาหารหมู่ที่ 6 เลย  โดยจะดื่มน้ำแร่  น้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่างเพื่อล้างความ
เป็นกรดของเลือด  และดื่มน้ำที่มีโครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็ก  เช่น  น้ำที่ผ่านคลื่นแม่เหล็ก  ห้ามดื่มน้ำอัดลม
เด็ดขาดเพราะจะทำให้เลือดเป็นกรดมากขึ้น  ทำให้ป่วยมากนั่นเอง

5. อ. ออกกำลังกาย

ถือเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดอีกประการหนึ่งที่เราจะละเลยไม่ได้  เพราะถึงแม้จะกินอาหารดี  กินวิตามินมาก
แต่ขาดการออกกำลังกาย  สุขภาพก็จะไม่แข็งแรงขึ้นได้มากนัก  เราต้องออกกำลังกายให้พอดีด้วย  ถ้าเหนื่อยเกินไป
ร่างกายก็ทรุดโทรมได้  สำหรับคุณฟ้างายจะใช้วิธีเดินยกแขนขึ้นลงเหมือนทหารคอมมิวนิสต์ทุกวัน  จากบ้านบนเขา
ลงมาที่ถนน  แล้วกลับขึ้นไปก็ประมาณ 3-4 กม.  และจะเดินตอนช่วงเช้าคือประมาณ  6  โมงเช้าที่มีแสงแดด
เพราะเราต้องการจะได้รับแสงอาทิตย์ซึ่งมีอินฟาเรด  สามารถช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานเราให้ดีขึ้นได้  ในขณะที่การ
ออกกำลังก็ทำให้เราได้รับออกซิเจนเข้าไปช่วยล้างพิษ  ขับของเสียออกจากร่างกาย  และยังช่วยสร้างความแข็งแรง
เสริมภูมิคุ้มกันให้กับเราด้วย  แรกๆ เราอาจจะต้องฝืนใจบ้าง  เพราะตอนป่วยใหม่ๆ ก็จะรู้สึกไม่สบาย  ทั้งเป็นไข้
ทั้งเจ็บ  ปวดไปหมดทั้งตัว  แต่เราก็ต้องอดทนทำ

6.  อ. เอนกาย

หรือคือการนอนหลับนั่นเอง  ถ้าเรานอนหลับได้ลึก  Growth  Hormonen  ก็จะหลั่ง  ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน
ให้กับร่างกาย  โดยจะนอนประมาณ 3 ทุ่ม  ตื่นประมาณตี 3 หรือตี 4  แล้วจะงีบอีกสัก  15-20  นาที  หลังรับประทาน
อาหารกลางวัน  พอตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกสดชื่น  แจ่มใส  ช่วยฟื้นฟูสุขภาพได้  และจะทำ  อ. ที่ 7  ในตอนเช้า

7.  อ. เอาพิษออกจากร่างกาย

โดยใช้วิธีสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำกาแฟตามแบบของหมอเกอร์สัน  โดยน้ำกาแฟจะข้าไปกระตุ้นให้ตับและไต
แข็งแรงขึ้นด้วย  ถ้าวันไหนที่รู้สึกว่าไม่สบายมาก  ก็จะทำดีท็อกซ์บ่อยขึ้น  เพื่อให้ร่างกายขับของเสียที่ตกค้างออกให้หมด  พอของเสียออกหมดร่างกายก็ดีขึ้น

“แต่ละคนก็เลือกหาวิธีปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง  เพราะไม่มีใครเป็นหมอได้ดีเท่าตัวเอง
ส่วนจะดีขึ้น  หรือหายได้แค่ไหน  ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน”

การปฏิบัติตนด้วยหลัก 7 อ.  นับเป็นแนวทางที่น่าสนใจ ที่จะได้นำไปเป็นแนวทางในการดูแลรักษาสุขภาพด้วยตัวเอง

อ้างอิง :  Health Holistic

ใส่ความเห็น