พบ “ควัน” เทียนเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็ง

พบ “ควัน เทียนเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็ง”

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย South Carolina Stat เปิดเผยงานวิจัย พบว่าการจุดเทียนที่ผลิตจากพาราฟิน(Paraffin wax candle) จะปล่อยควันที่เป็นสารพิษเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดและหอบหืดนักวิจัยได้ทำการเก็บควันที่ถูกปล่อยออกมาจากการเผาไหม้ของเทียนที่ทำจากพาราฟิน พบสารเคมีหลายชนิด เนื่องด้วยการเผาไหม้ของพาราฟินให้อุณหภูมิไม่สูงเพียงพอที่จะเผาผลาญโมเลกุลที่เป็นอันตราย เช่น  toluene และ benzene ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งจึงถูกปล่อยออกมา

.

Amid Hamidi หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่า “การจุดเทียนในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี เช่น ในห้องน้ำ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลายหรือการจุดเทียนเพื่อสร้างบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร โดยจุดครั้งละเป็นจำนวนมากและเป็นประจำทุกวันเป็นเวลาหลายปีติดต่อกันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง” และกล่าวเสริมอีกว่า “ผู้ที่จุดเทียนเป็นบางครั้งบางคราวก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป ควรจุดเทียนในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หรืออาจเปลี่ยนจากการใช้เทียนที่ผลิตจากพาราฟฟินมาเป็นเทียนที่ผลิตจากขี้ผึ้งหรือถั่วเหลืองจะมีความปลอดภัยมากกว่า”

.

แต่อย่างไรก็ตาม Dr. Joanna Owens, Cancer Research UK กล่าว่า “ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดเพียงพอที่จะกล่าวได้ว่าควันเทียนมีผลทำให้เกิดการพัฒนาของโรคมะเร็ง มลภาวะภายในบ้านที่สำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง คือ ควันบุหรี่มือสอง (second-hand cigarette smoke)”
.

เทียนไข

ส่วนประกอบของเทียนไข

1. ไส้เทียน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญมาก เทียนไขจะไม่เป็นเทียนหากปราศจากไส้เทียน ไส้ของเทียนไขนั้นทำจากด้ายฟั่นเป็นเกลียว ซึ่งเส้นด้ายนั้นก็มาจากฝ้ ายซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติที่หาได้ทั่วไป ไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่เป็นแหล่งเชื้อเพลิงแล้ว ไส้เทียนยังต้องมีคุณสมบัติของการเป็นตัวดูดซับ ทั้งนี้เพราะในขณะที่ไส้เทียนติดไฟนั้น ไส้เทียนต้องทำหน้าที่ดูดซับขี้ผึ้งเหลวหรือพาราฟิ นเหลวให้ขึ้นไปตามไส้เทียน เพื่อให้การเผาไหม้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
.
2. เนื้อเทียน อาจทำมาจากพาราฟิ น (Paraffin Wax) หรือขี้ผึ้ง (Bees wax) ก็ได้ สำหรับพาราฟินนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหลือจากการกระบวนการแยกน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ มีส่วนผสมของสารไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด และมีจำอะตอมคาร์บอนอยู่ในสายโซ่โมเลกุลได้ตั้งแต่ 18-45 อะตอม ในสภาพแวดล้อมปกติ ทั้งยังมีคุณสมบัติค่อนข้างเฉื่อยต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ขี้ผึ้ง คือ ไขที่ผึ้งขับออกมาเพื่อน้ำไปใช้ใน การสร้างหรือซ่อมแซมรังผึ้ง ซึ่งมีส่วนผสมของสารต่างๆ หลายชนิด เช่น ไฮโดรคาร์บอน โมโนเอสเทอร์ (Monoesters) ไดเอสเทอร์ (Diesters) และอื่นๆ อีกหลายชนิด ขี้ผึ้งธรรมชาตินั้นมีความหนาแน่นอนกว่าน้ำจึงลอยน้ำได้ มีจุดหลอมเหลวอยู่ในช่วง 62-65 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของขี้ผึ้งด้วย
.

สารที่เกิดจากการจุดเทียน

ตะกั่ว (Lead) สังกะสี (Zinc) และดีบุก (Tin)

ตะกั่วจะพบอยู่ในส่วนของไส้เทียน วัตถุประสงค์ในการใส่ตะกั่วในไส้เทียนเพื่อให้ไส้เทียนคงรูปและสามารถยืนตรงอยู่ได้เวลาที่เนื้อเทียนละลายหลังการจุด ดังนั้นเมื่อจุดเทียนที่ไส้เทียนมีตะกั่วผสมอยู่ ตะกั่วนั้นก็จะถูกปล่อยออกมาในอากาศ

ในปี ค.ศ. 1974 National Candle Association (NCA) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการลงนามในสัญญาให้บริษัทที่ผลิตเทียนยกเลิกการใช้ตะกั่วในไส้เทียน หลังจากที่ยกเลิกการใช้ตะกั่วในไส้เทียน บริษัทที่ทำการผลิตเทียนทั้งหลายก็พยายามหาสิ่งอื่นมาทดแทนสารตะกั่วเพื่อให้ไส้เทียนคงรูปอยู่ได้ หลายบริษัทใช้วิธีการถักไส้เทียนเป็นเปีย แต่โดยส่วนมากแล้วจะใช้สังกะสีผสมในไส้เทียน ซึ่งไม่มีความเป็นพิษเหมือนสารตะกั่ว แต่อย่างไรก็ตามการหายใจเอาควันที่เกิดจากการเผาไม้ของสังกะสีในปริมาณมากๆ จะทำให้เกิดโรค Metal Fume Fever นอกจากนี้ยังมีดีบุกซึ่งใช้ผสมในไส้เทียนไม่มีความเป็ นพิษเช่นเดียวกัน แต่สังกะสีและดีบุกเป็น nonferrous metals ซึ่งจะมีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่แต่ในปริมาณน้อยมากๆ คือ สังกะสี ไม่เกิน 0.004% และดีบุกไม่เกิน 0.08% สารตะกั่วที่ถูกปล่อยออกมาจากการเผาไหม้ของสังกะสีและดีบุกจะตรวจสอบได้ยาก ดังนั้น อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

สารประกอบอินทรีย์ (Organic Compound)

Lau et al. ได้ศึกษาสารประกอบอินทรีย์ที่ถูกปล่อยออกมาจากการจุดเทียน 30 เล่ม เป็นระยะเวลา 3ชั่วโมง ในห้องขนาด 40 ตารางเมตร โดยมีการไหลเวียนอากาศตามจริง พบสารประกอบอินทรีย์ ชนิดAcetaldehyde และ Formaldehyde มีความเข้มข้นสูงสุด 0.834 μg/m3 และ 0.190 μg/m3 ตามลำดับ ซึ่งมากกว่าที่EPA’s (10-6 Excess Cancer Risk) กำหนดไว้ คือ 0.5 μg/m3 และ 0.08 μg/m3 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบAcrolein มีความเข้มข้นสูงสุด 0.073 μg/m3 ซึ่งสูงกว่าค่า RfC คือ 0.02 μg/m3 ในขณะที่ Benzo [a] pyrene มีความเข้มข้นสูงสุด 0.002 μg/m3 สูงกว่าค่า PEL คือ 200 μg/m3 (ดังแสดงในตารางที่ 1) ซึ่ง Formaldehyde และBenzo [a] pyrene ถูกจัดอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 (carcinogenic to humans) ตามการแบ่งกลุ่มของ IARC (International Agency for Research on Cancer) คือสารที่มีข้อมูลชัดเจนว่าสามารถทำให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ในขณะที่ Acetaldehyde ถูกจัดอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2B (Possibly carcinogenic to humans) คือ สารที่อาจทำให้เกิดมะเร็งในมนุษย์

.

Schwind and Hosseinpour ได้ศึกษาสารประกอบอินทรีย์ที่ถูกปล่อยออกมาจากการจุดเทียน 30 เล่มเป็นระยะเวลา 4 ชั่วโมง ในห้องขนาด 50 ตารางเมตร โดยมีการไหลเวียนอากาศที่ 0.7 L/min พบสารประกอบอินทรีย์ ชนิด Formaldehyde และ Acrolein มีความเข้มข้นสูงสุด 17 μg/m3 และ 1 μg/m3 ตามลำดับซึ่งมากกว่าที่ EPA’s (10-6 Excess Cancer Risk) และ RfC กำหนดไว้ คือ 0.08 μg/m3 และ 0.02 μg/m3 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบ Polychlorodibenzo-p-dioxins และ Polychlorodibenzofurans (PCDD/PCDF) ที่ความเข้มข้น 0.038 pg  ITEQ/m3 ซึ่ง PCDD และ PCDF เป็นสารในกลุ่ม dioxin ถูกจัดอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม

เขม่า (Black soot)

เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ (เทียนที่มีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์จะมีเปลวไฟเป็นสีฟ้า) เทียนแต่ละชนิดก็จะให้เขม่าที่มีปริมาณแตกต่างกันออกไป เทียนชนิดหนึ่งอาจให้เขม่ามากกว่าอีกชนิดหนึ่งถึง 100 เท่า เขม่าจะประกอบไปด้วยสารหลายชนิด แต่สารที่เป็นองค์ประกอบหลัก คือ คาร์บอน และอาจจะประกอบด้วย phthalates และ lead ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2B นอกจากนี้ยังพบ volatiles เช่น benzene และ toluene ซึ่ง benzene เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์

เทียนหอม (Scented candles) เป็นเทียนที่ให้เขม่าปริมาณมาก อันเนื่องมาจากการใส่น้ำมันหอม (Fragrance oils) ผสมลงไปในเนื้อเทียนเพื่อให้เวลาจุดเทียนแล้วมีกลิ่นหอมออกมา น้ำมันหอมจะเป็นสารจำพวก unsaturated hydrocarbons ซึ่งเมื่อถูกเผาไหม้แล้วจะทำให้เกิดเขม่าเป็นจำนวนมาก

เทียนปกติโดยทั่วไปจะมีเนื้อสัมผัสที่แข็งอันเนื่องมาจากพาราฟิ นเป็น saturated hydrocarbons จะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง แต่เทียนหอมมักจะมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่มอันเนื่องมาจากน้ำมันหอมซึ่งเป็นสารจำพวก unsaturated hydrocarbons จะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง เนื้อเทียนของเทียนหอมจึงอ่อนนุ่มกว่าเนื้อเทียนปกติทั่วไปที่ไม่ได้ใส่น้ำมันหอม ดังนั้น เทียนที่ใส่น้ำมันหอมมากเท่าไรก็จะทำให้เนื้อเทียนมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่มมากขึ้นและให้เขม่ามากขึ้นตามไปด้วย

The European Candle Association (1997) และ Schwind and Hosseinpour (1994) ได้สรุปว่า ไม่พบความสัมพันธ์ของการจุดเทียนกับอันตรายต่อสุขภาพ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในห้องที่จุดเทียนจำนวน 30 เล่ม เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ในห้องขนาด 50 ตารางเมตร ก็ตาม แต่จาก 10-6 Excess Cancer Risk ของ acetaldehyde และ formaldehyde การจุดเทียนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารประเภทนี้จะเป็นผลดีที่สุด

ตารางที่ 1 แสดงสารที่เกิดจากการจุดเทียน

พบ “ควัน เทียนเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็ง”

STEL1 (Short – Term Exposure Level) ค่าความเข้มข้นสุงสุดของการสัมผัสสารในสิ่งแวดล้อมการทำงานเป็นเวลา 15 นาที

PEL2 (Permissible Exposure Limit) ค่าความเข้มข้นของสารที่คนงานได้รับโดยการหายใจเข้าสำหรับการทำงานปกติ 8 ชั่วโมง/วัน หรือ 40 ชั่วโมง/

สัปดาห์ โดยไม่ทำอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย

RfC3 (Reference Concentration) ค่าความเข้มข้นของสารที่ไม่เป็นอันตรายถึงแม้ว่าจะได้รับโดยการหายใจเข้าสู่ร่างกายตลอด

10-6 Excess Cancer Risk4 ค่าความเข้มข้นของสารที่มีผลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

.

อ้างอิง :

(1) http://www.bbc.co.uk/go/pr/fr/-/2/hi/health/8211543.stm

(2) http://www.scimag.info/topic_detail.php?emag_id=%20&%20topic_id=20%20&%20topic_value=3

(3) http://www.epa.gov/ord/NRMRL/Publications/600R-01-001Chapter4pdf.

(4)Lau C, Fiedler H, Hutzinger O, Schwind KH, Hosseinpour J. 1997. Levels of selected organic compounds

in materials for candle production and human exposure to candle emissions. Chemosphere, 34(5-7):1623-

1630.

(5) International Agency for Research on Cancer. Available at: http://www.iarc.fr

(6) Schwind and Hosseinpour. 1994. Analysis of Raw-Materials and Candle Combustion Products. Published

by Oekometric GambH, Bayreuth, Germany, for the Association of German Candle Manufacturers, Inc.,

Frankfurt, Germany.

ใส่ความเห็น