การรักษามะเร็งด้วยคลื่นความถี่สูง(RFA)

การรักษามะเร็งด้วยคลื่นความถี่สูง(RFA)

ปัจจุบันการรักษามะเร็งมีหลายวิธี เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี การฉายรังสีระบบใหม่ (Gamma Knife, Cyber knife, etc.) การให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) การให้เคมีบำบัดผ่านทางสายสวนหลอดเลือดแดงร่วมกับการอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง (TOCE orTransarterial Oily Chemo Embolization) การฉีดแอลกอฮอล์เข้าก้อนมะเร็งโดยตรง และเทคนิคใหม่ที่กำลังเป็นที่สนใจของแพทย์ทั่วโลกคือ การทำลายก้อนมะเร็งด้วยความร้อน (Thermal Ablation) ซึ่งมีหลายเทคโนโลยี เช่น การใช้เลเซอร์ การใช้ไมโครเวฟ การใช้คลื่นความถี่สูง แต่เทคโนโลยีที่นิยมกันมากที่สุดในปัจจุบันคือการใช้คลื่นความถี่สูง (Radiofrequency)

การรักษามะเร็งด้วยคลื่นความถี่สูง

วิธีการทำลายก้อนมะเร็งด้วยคลื่นความถี่สูง (Radiofrequency Ablation) ทำได้โดยใช้เข็มแบบพิเศษ (RF needle) ขนาดเท่ากับ ไส้ปากกาลูกลื่น ความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร แทงผ่านผิวหนังเข้าไปในก้อนมะเร็งโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่วยนำทาง ต่อวงจรเข้ากับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า(generator) และตัวผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของวงจรด้วยการแปะแผ่นสายดิน (ground pad) ที่หน้าขาของผู้ป่วย

เมื่อปล่อยไฟฟ้ากระแสสลับจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า(generator) ขนาด 50-200 วัตต์ ผ่านเข้าไปในเข็ม ซึ่งส่วนปลายเข็มเป็นขั้วไฟฟ้า (Electrode)และใช้การเหนี่ยวนำไฟฟ้าจากเครื่อง ทำให้เกิดคลื่นความถี่สูงประมาณ 375-500 KHz จะทำให้โมเลกุลของเนื้อเยื่อรอบๆ เข็มสั่นสะเทือนและเสียดสีกันจนเกิดความร้อน (Friction heat) ซึ่งจะแผ่กระจายออกไปรอบๆจนครอบคลุมก้อนมะเร็งทั้งก้อน จากการศึกษาพบว่าความร้อนที่มากกว่า 50 องศาเซลเซียสสามารถทำให้เซลตายได้

เข็ม RF มีหลายแบบแล้วแต่การออกแบบของแต่ละบริษัท

ภาพแสดงขณะทำ RFA โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทางเพื่อแทงเข็มผ่านผิวหนังที่ชายโครงขวาของผู้ป่วย

ภาพแสดงขนาดของแผลที่ชายโครงขวาหลังรับการรักษา

ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ก่อนทำ RFA

หลังทำ RFA

สิ่งที่ควรทราบ

  1. การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษามะเร็งที่ดีที่สุด
  2. มะเร็งที่ใช้วิธี RFA รักษา ได้แก่มะเร็งปฐมภูมิ (Hepatocellular Carcinoma) และมะเร็งทุติยภูมิของตับบางชนิด เช่นมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colonic metastasis) นอกจากนี้ในปัจจุบันยังเริ่มมีการนำวิธีนี้ไปประยุกต์ใช้ในการรักษามะเร็งของ อวัยวะอื่น ๆ เช่น ปอด เป็นต้น
  3. รายงานการศึกษา พบว่าการทำ RFA ได้ผลดีในก้อนมะเร็งที่มีขนาดไม่เกิน 5 cm.
  4. ถ้าจำเป็นต้องทำในรายที่ก้อนมะเร็งโตกว่า 5 cm เล็กน้อย อาจทำได้โดยแบ่งทำทีละส่วนของก้อนจนครอบคลุมก้อนได้ทั้งหมด หรือ อาจทำร่วมกับวิธีการ TOCE
  5. ส่วนการพยากรณ์โรค และข้อจำกัดของการทำ RFA ขึ้นกับขนาด, จำนวน และ ตำแหน่งของก้อน แพทย์ผู้ทำการรักษาจะเป็นผู้ให้คำอธิบายแก่ผู้ป่วย
  6. การทำ RFA ทำได้หลายวิธี เช่น แทงเข็มผ่านผิวหนังโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่วยนำทาง หรือทำการผ่าตัดเปิดผนังหน้าท้อง ทั้งนี้ขึ้นกับขนาด, จำนวน และ ตำแหน่งของก้อน รายละเอียดการรักษาขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการรักษา จะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป
  7. การทำ RFA ส่วนใหญ่มักทำในห้องผ่าตัด หรือห้องรังสีร่วมรักษา ซึ่งมีวิสัญญีแพทย์อยู่ด้วย
  8. ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการเตรียมพร้อมก่อนทำ RFA ได้แก่การเจาะเลือดตรวจค่าความแข็งตัวของเลือด และอื่นๆ หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัว นอกจากนี้วิสัญญีแพทย์จะช่วยประเมินความพร้อมของผู้ป่วยด้วย
  1. การแทงเข็ม RF แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ให้ เพื่อลดความเจ็บปวด แต่ขณะที่เกิดความร้อนอาจรู้สึกเจ็บได้ มากหรือน้อยแล้วแต่บุคคลและตำแหน่งของก้อน วิสัญญีแพทย์จะให้ยาในระดับที่เหมาะสมที่จะทำให้ไม่รู้สึกเจ็บในขณะทำ
  2. ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ขึ้นกับขนาด, จำนวน และ ตำแหน่งของก้อน ได้แก่ ไข้ ปวด มักหายไปใน 1-2 วัน, มีอันตรายต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น ถุงน้ำดี กระบังลม ลำไส้ ฯลฯ ขึ้นกับตำแหน่งของก้อนมะเร็ง, กรณีใช้รักษามะเร็งปอดอาจเกิดลมรั่วออกมาในช่องเยื่อหุ้มปอด มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด, เกิดการติดเชื้อ เป็นฝี หรือ มีการตกเลือด เป็นต้น แพทย์ผู้ทำการรักษาจะเป็นผู้ให้คำอธิบายแก่ผู้ป่วย
  3. ภายหลังการทำ RFA จะต้องติดตามผลการรักษาโดยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ภายหลังทำ RFA 1 เดือน ต่อไปทุก 3 เดือนจนครบ 1 ปี หลังจากนั้นทุก 6 เดือน บางรายจำเป็นต้องติดตามผลการรักษาโดยการทำเอ็มอาร์ไอ (ราคาสูงกว่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์) ถ้าพบว่ายังมีก้อนมะเร็งหลงเหลืออยู่ หรือกลับเป็นใหม่ แพทย์อาจเลือกใช้วิธีทำ RFA ซ้ำ หรือใช้วิธี TOCE หรือทั้งสองวิธีร่วมกัน หรือไม่สามารถทำการรักษาด้วย RFA ซ้ำได้อีกเพราะมีข้อจำกัดใหม่เกิดขึ้น ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายๆไป แล้วแต่ความเหมาะสม
  4. มะเร็งที่ใช้วิธี RFA รักษา ได้แก่มะเร็งปฐมภูมิ (Hepatocellular Carcinoma) มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคตับอักเสบเรื้องรังและตับแข็งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหลังทำ RFA การติดตามผลการรักษาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะทุกเซลตับตำแหน่งใดก็ได้สามารถเกิดเปลี่ยนแปลงเป็นก้อนมะเร็งได้อีก แต่หากเราตรวจพบเร็วเราสามารถทำRFA ขณะก้อนยังเล็กก็จะได้ผลการรักษาที่ดี และมะเร็งทุติยภูมิของตับบางชนิด เช่นมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colonic metastasis) หลังทำ RFA การติดตามผลการรักษาก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะการที่มีการแพร่กระจายมาที่ตับนั้นมาทางกระแสโลหิต มีการกระจายที่เรายังมองไม่เห็นด้วยภาพเอกซเรย์ (microscopic metastasis) การทำ RFA จึงต้องทำร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดทางเส้นเลือดดำ และสามารถทำซ้ำเมื่อเราติดตามผู้ป่วยแล้วเห็นก้อนขึ้นมาใหม่

ทำ RFA ได้ที่ไหนบ้าง

แพทย์ที่สามารถทำ RFA ได้ในประเทศไทย ได้แก่ รังสีแพทย์(รังสีร่วมรักษา) ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ส่วนใหญ่ทำงานในโรงเรียนแพทย์ ได้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลตำรวจ, โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ, สถาบันมะเร็ง, โรงพยาบาลภูมิพล, โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์รังสิต, โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และศัลยแพทย์บางท่านที่สถาบันมะเร็ง โดยเฉพาะรังสีแพทย์จะรับปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารและตับ หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง แล้วดูแลผู้ป่วยร่วมกัน ดังนั้นผู้ป่วยสามารถตรวจสอบข้อมูลแพทย์และการเข้ารับการรักษาได้ที่เวบไซต์ของสมาคมรังสีวิทยาหลอดเลือดและรังสีร่วมรักษาแห่งประเทศไทย www.thaivir.org หรือ e-mail address :chanyabh@yahoo.co.th

สรุป

การรักษามะเร็งตับได้หลายวิธี การผ่าตัดคือวิธีที่ดีที่สุด หากมีภาวะใดที่ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดไม่ได้ ก็มีการรักษาทางเลือกอื่นดังกล่าวข้างต้น แต่ต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เช่นชนิดเซลของมะเร็งนั้น ขนาดและตำแหน่งของก้อน และต้องไม่มีการกระจายไปที่อื่นนอกเหนือจากตับ เช่นถ้ามีการกระจายไปที่กระดูก สมอง แล้วการรักษาด้วยวิธีทางรังสีร่วมรักษาจะไม่เปลี่ยนแปลงพยากรณ์โรคของผู้ป่วยคนนั้น

โดย  พ.ต.ท.พญ. ชัญญา ภมรศิริ รังสีแพทย์

ใส่ความเห็น