HPVลดการเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

HPV ลดการเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

วิศวัส ปัญญาวงศ์สถาพร รายงานมะเร็งปากมดลูกจัดเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสองในประเทศไทยรองจากมะเร็งเต้านมทุกวันมีหญิงไทย 10-14 รายสังเวยชีวิตให้แก่โรคร้ายนี้และพบผู้ป่วยรายใหม่ 10,000 คนต่อปีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (Human papillomavirus) หรือ “เอชพีวี” ซึ่งติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรม ความน่ากลัวของมะเร็งชนิดนี้คือในระยะแรกจะไม่แสดงอาการ หญิงที่ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติราว 10-15 ปี

แต่ต่อมาจะตกขาวปนเลือด หรือ มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งหากตรวจพบในระยะดังกล่าวโอกาสที่การรักษาจะได้ผลก็เหลือน้อยเต็มที

เมื่อเร็วๆ นี้ วิทยาลัยวิทยาศาสตสาธารณสุขจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแถลงข่าว “วัคซีนเอชพีวีมีความคุ้มค่าหรือไม่…ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก” เผยถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้วัคซีนเอชพีวี เพื่อป้องกันหญิงไทยห่างไกลจากโรคมะเร็งปากมดลูก

รศ.น.พ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งในสตรีจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า

เชื้อเอชพีวีมีลักษณะคล้ายผลน้อยหน่าและมีหลากหลายกว่า 10 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุกว่าร้อยละ 70 ของโรคดังกล่าว ได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18 วัคซีนที่นำมาใช้จึงเน้นป้องกันทั้งสองสายพันธุ์ที่กล่าวมาเป็นหลัก เมื่อฉีดแล้วจะลดอัตราการเกิดเซลล์ผิดปกติก่อนเป็นมะเร็งที่ปากมดลูกได้ร้อยละ 50 และลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งได้ร้อยละ 70 แต่ยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกจากสายพันธุ์อื่นอยู่

รศ.น.พ.วิชัย กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน วัคซีนเอชพีวีมีราคาถูกลงมากเนื่องจากกลไกตลาด โดยทางคณะประเมินความคุ้มค่าตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกพบว่า วัคซีนเอชพีวีมีความคุ้มค่าพอสมควรที่จะนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยจึงเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้

ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วไปเปิดให้บริการฉีดวัคซีนเอชพีวีในราคาชุดละประมาณ 6,000 บาท 1 ชุดประกอบด้วย 3 เข็ม แบ่งฉีดเป็นสามรอบ หลังฉีดไม่พบอาการข้างเคียงสามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ปกติ แพทย์แนะนำให้หญิงอายุ 9-26 ปีฉีดจะได้ผลมากที่สุด

ส่วนสตรีอายุ 30 ปีขึ้นไปควรตรวจหามะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีการ “แปปสเมียร์” หรือใช้น้ำส้มสายชูตรวจที่โรงพยาบาลและสถานีอนามัยทั่วไปเพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกันโรคเบื้องต้นจึงควรสวมใส่ถุงยางอนามัย และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ

อ้างอิง : http://www.khaosod.co.th

ใส่ความเห็น