งด!!ปลาร้าดิบป้องกันมะเร็งตับ-ท่อน้ำดี

งดทานปลาร้าลดความเสี่ยงมะเร็ง

สธ.เร่งลดปัญหามะเร็งตับ-มะเร็งท่อน้ำดีในภาคอีสาน ชี้เป็นพื้นที่อัตราการตายสูงที่สุดในโลก รณรงค์งดกินปลาร้าดิบ เพิ่มศักยภาพ รพ.ชุมชนคัดกรองผู้ป่วยน.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า โรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีเป็นปัญหารุนแรงในภาคอีสาน มีอัตราป่วยและอัตราตายสูงที่สุดในโลก พบได้ 30-40 คน ต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งได้ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขในส่วนกลางและใน 20 จังหวัดอีสาน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ( สปสช.)  ผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ( มข.) และผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุขเตรียมผลักดันโครงการแก้ไขนี้ ให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และจะขอให้ประกาศเป็นวาระของภาคอีสาน เพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงริเริ่มแนวคิดแก้ไขปัญหาดังกล่าว

น.พ.สุรวิทย์ กล่าวว่า จากสถิติในปี 2553 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด 58,076 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับ และท่อน้ำดีในตับมากที่สุด 14,008 ราย เป็นชายมากกว่าหญิง 2 เท่าตัว และร้อยละ 54 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 7,513 ราย  และในปีเดียวกัน มีผู้ป่วยโรคมะเร็ง 2 ชนิดนี้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลทั่วประเทศจำนวน 40,373 ราย โดยผู้ป่วยร้อยละ 44 อยู่ในภาคอีสาน จำนวน 17,777 ราย  มาตรการแก้ไขเพื่อลดอัตราป่วยจากโรคมะเร็ง กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการ 2 เรื่องใหญ่คือ 1.ร่วมกับ สปสช. โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ ( มข.) รณรงค์ให้ความรู้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนใน 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีประมาณ 21 ล้านคน ไม่กินปลาเกล็ดดิบ ปลาร้าดิบ รณรงค์ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ค้นหาผู้ป่วยใน 4 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มที่เป็นชาวอีสานแต่กำเนิด กลุ่มที่ตรวจพบไข่พยาธิใบไม้ตับในอุจจาระ กลุ่มที่มีถิ่นฐานบ้านเรือนใกล้ริมแม่น้ำ ลำคลอง และกลุ่มอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ชาย ซึ่งพบป่วยจากโรคดังกล่าวมากในอัตรา 200 ต่อประชากร 100,000 คน  2 ค้นหาผู้ป่วยเข้ารักษาตั้งแต่เริ่มเป็นโรคใหม่ๆโดยจะเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาลชุมชนในภาคอีสานประมาณ 300 แห่ง  ให้สามารถตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการได้และส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาล (รพ.) 7 แห่ง ได้แก่ รพ.ร้อยเอ็ด รพ.ขอนแก่น รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี รพ.อุดรธานี รพ.มหาราชนครราชสีมา รพ.ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และรพ.จุฬาภรณ์ กทม. ซึ่งจะทำให้การรักษาได้ผลเกินกว่าร้อยละ 50 โอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น

อ้างอิง :  www.dailynews.co.th

ใส่ความเห็น