ชาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง

ชาสมุนไพร

ชา

Camellia sinensis Ktze. (Thea sinensis ) Linn.Theaceae
น้ำชาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย เช่น จีน และญี่ปุ่น ปริมาณการบริโภคชาของประชากรทั่วโลกในแต่ละปีสูงถึง 2.5 ล้านตัน (ใบชาแห้ง) โดยประมาณ 78% ของผลผลิตทั้งหมดอยู่ในรูปชาดำหรือชาจีน ที่เหลืออีกประมาณ 20% เป็นชาเขียวซึ่งเป็นชาที่นิยมดื่มกันในประเทศญี่ปุ่น  นอกจากนี้ยังมีชาอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า Oolong Tea เป็นชาที่มีลักษณะกึ่งดำกึ่งเขียว แต่ค่อนข้างมีผลผลิตปริมาณน้อย คือ ประมาณ 2% เท่านั้น ชาเขียวกับชาดำนั้นเป็นผลผลิตที่ได้จากกระบวนการผลิตที่ต่างกันคือ ชาเขียวได้จากการเก็บใบชาสดมาตากแห้งหรืออบแห้ง ส่วนชาดำได้จากการนำใบชามาหมักก่อนจะทำให้แห้ง จึงทำให้ได้ใบชาที่เป็นสีดำไม่เขียวเหมือนชาเขียว และด้วยกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันนี้เอง ส่งผลให้สารสำคัญที่อยู่ในใบชา 2 ประเภทนี้มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ใบชาเขียวนั้นมีส่วนประกอบหลักเป็นสารในกลุ่ม Polyphenolic จำพวก catechins และ flavonols ซึ่งสาร catechins ที่พบว่าเป็นสารประกอบหลักในชาเขียวมี 4 ชนิด คือ epicatechin (EC), (-)-epicatechin-3-gallate (ECG), (-)-epigallcatechin-3-gallate (EGCG) สาร EGCG เป็นสารที่พบในปริมาณมากที่สุดคือประมาณ 40% ของสาร polyphenolic ทั้งหมด ส่วนชาดำนั้นหลังจากผ่านกระบวนการหมักแล้ว สารจำพวก catechins บางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็น aflavin และ thearubigins ซึ่งเป็นสารโพลีเมอร์ของสาร polyphenolic แต่ก็ยังคงมีคุณสมบัติของการเป็น polyphenolic อยู่ น้ำชาที่ได้จากใบชาดำจึงมักประกอบด้วย catechins 3-10% theaflavins 3-6% thearubigin 12-18%
สารโพลีฟีนอลลิคที่เป็นสารสำคัญในใบชาเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการเกิดมะเร็ง (anticarcinogenic) และ ต้านการก่อกลายพันธุ์ (antimutagenic) โดยเชื่อกันว่าสารสำคัญเหล่านี้ มีกระบวนการออกฤทธิ์ที่สำคัญ 2 กระบวนการคือ
1. ออกฤทธิ์โดยเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์  cytochrome P-450 ซึ่ง cytochrome P-450 เป็นเอนไซม์สำคัญในการเปลี่ยนแปลงสารแปลกปลอมที่เข้าไปในร่างกายให้กลายเป็นสารเมตาบอไลท์ที่มีขั้วทำให้ถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น  สารที่มีฤทธิ์กระตุ้นเอนไซม์ cytochrome P-450 จึงช่วยลดปริมาณสารก่อมะเร็งและสารก่อการกลายพันธุ์ที่อาจแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายพร้อมทั้งเร่งการกำจัดเมตาบอไลท์ซึ่งอาจเป็นสารก่อมะเร็ง และสารก่อกลายพันธุ์ไปด้วย
2. ออกฤทธิ์โดยการจับสารก่อมะเร็งและสารก่อกลายพันธุ์ไว้  ไม่ให้สารเหล่านี้ไปก่อความเสียหายต่อเซลล์ที่อวัยวะต่างๆ ได้
นอกจากนี้เนื่องจากสาร polyphenolic มีคุณสมบัติต้านออกซิเดชั่น (antioxidant) จึงช่วยลดปริมาณอนุมูลอิสระ (free radical) ในร่างกาย ซึ่งเชื่อว่าอนุมูลอิสระเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญในการก่อมะเร็ง เช่นกัน
จากรายงานการศึกษาวิจัยในช่วงที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าสารสำคัญในใบชามีฤทธื์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ ซึ่งเอื้อประโยชน์ในการป้องกันการเกิดมะเร็ง
.

ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น (Antioxidant)

เนื่องจากในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า  สารที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นจะมีส่วนช่วยลดความเสียหายของเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ที่เกิดจากสารที่มีคุณสมบัติเป็นออกซิแดนท์ (oxidant) ซึ่งสารเหล่านี้อาจเกิดขึ้นจากขบวนการเมตาบอลิสมของเซลล์  หรืออาจเป็นสารที่ร่างกายได้รับจากสิ่งแวดล้อมภายนอก  สารออกซิแดนท์เหล่านี้เป็นตัวการสำคัญตัวหนึ่งที่กระตุ้น หรือส่งเสริมให้เกิดมะเร็งตามมา จากรายงานผลการศึกษาฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นของชา พบว่าสารสกัดใบชาด้วย 95% เอธานอล  อะซีโตน บิวทานอล เมธานอล ส่วนสกัดแทนนิน ส่วนสกัดโพลีฟีนอล  ส่วนสกัด catechins สาร flavonoid และน้ำชามีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น
การทดลองโดยผสมผงใบชาแห้งในอาหารหนู หรือให้หนูกินน้ำชาแทนน้ำ พบว่าฤทธิ์ลดการสร้าง lipid peroxides ในอวัยวะต่างๆ และพบว่าใบชาเขียวและชาดำให้ผลดีเช่นเดียวกัน สารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่มีมากในใบชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารจำพวก catechins  เป็นสารสำคัญที่ออกฤทธิ์นี้และสารโพลีฟีนอลจากชา ยังมีฤทธิ์ลดการเกิดอนุมูลอิสระในผิวหนังด้วย
นอกจากนี้ผลการศึกษาในระยะหลังๆ ยังพบว่าน้ำชา สารสกัดชา สารโพลีฟินอล สาร catechins และสารแทนนิน ที่มีในใบชามีฤทธิ์จับกับอนุมูลอิสระ ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้เป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นออกซิแดนท์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับเซลล์ ในร่างกาย จึงเป็นข้อดีของชาที่ช่วยลดสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้โดยตรงอีกทางหนึ่ง
.

ฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ (antimutagenic)

น้ำชามีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ Samonella typhimurium TA98 , S. typhimurium TA 100, S. typhimurium TA 1535, Bacillus subtilis NIG-1125 และ Escherichia coli WP-2 นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ที่เกิดในเซลล์ตับหนูขาว และ Chiness-V79 cell ของหนูแฮมสเตอร์  นอกจากน้ำชาแล้วยังพบว่าสารสกัดใบชาด้วยอะซีโตนก็มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ใน    S. typhimurium TA98 และ TA 100 เช่นเดียวกัน นอกจากนี้สารโพลีฟีนอล สารแทนนิน และ catechins ที่แยกได้จากใบชามีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์
มีรายงานว่าสารสกัดและสารสำคัญจากชามีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ได้ไม่ว่าจะเป็นการกลายพันธุ์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดขึ้นโดยสารเคมี  สาร aflatoxin จากรา หรือสารอื่นๆ ผลการทดลองยังพบว่าชาดำ  ชาเขียว  หรือชา Oolong ล้วนมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์เช่นเดียวกัน  และยังพบด้วยว่า ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธ์มีความสัมพันธุ์กับฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น  สำหรับกลไกการออกฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์นั้น  พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการยับยั้งขบวนการกระตุ้นสาร promutagens
.

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง

เนื่องจากน้ำชาเป็นเครื่องดื่มซึ่งเป็นที่นิยมกันมาเป็นเวลานาน ประกอบกับคุณสมบัติที่ดีในด้านอื่นๆ  ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมุ่งความสนใจในการศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งของใบชาและสารสำคัญที่ประกอบอยู่และได้รายงานการศึกษาวิจัยไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งผลการวิจัยพบว่า น้ำชามีคุณสมบัติต้านมะเร็ง ทั้งการเกิดมะเร็งที่เหนี่ยวนำด้วยสารเคมี หรือมะเร็งที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยรังสี  ซึ่งพบว่าสารโพลีฟีนอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารจำพวก catechins สารแทนนิน และยางจากต้นชา มีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งเช่นเดียวกับน้ำชา
การดื่มน้ำชาเป็นประจำสามารถช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ได้   เช่น มะเร็งกระเพาะ หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ปอด ผิวหนัง  ลำไส้ใหญ่  ตับอ่อน และมะเร็งเต้านม
แม้ว่ารายงานการวิจัยที่ผ่านมาจะชี้ให้เห็นว่าใบชาและสารสำคัญที่ประกอบอยู่ในใบชามีคุณสมบัติที่ดีในการต้านการเกิดมะเร็ง  แต่การบริโภคน้ำชาก็มีข้อเสียเช่นกัน คือ ทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลง  ฉะนั้นหากรักจะดื่มชาก็คงต้องรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กมากๆ เพื่อชดเชย ซึ่งอาหารเหล่านี้ได้แก่ มะเขือเทศ  ผักสีเขียว  ตับ  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีรายงานบางฉบับที่บ่งชี้ว่า  การเกิดมะเร็งของหลอดอาหารอาจมีความสัมพันธ์กับการบริโภคชา เนื่องงจากพบว่าคนที่นิยมรับประทานข้าวต้มที่ต้มผสมใบชามีอัตราการตายจากมะเร็งหลอดอาหารสูงกว่าปกติ  มีความเป็นไปได้ว่าการต้มใบชาเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดข้อเสียนี้  ซึ่งกรรมวิธีในการชงชาโดยเฉพาะการชงชาแบบจีนนั้นจะใช้วิธีที่เรียกว่า ชงผ่าน คือการเทน้ำร้อนลงในกาน้ำชาใบเล็กๆ ที่มีใบชาบรรจุอยู่ ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงเทน้ำชาที่ได้ออกมาดื่มทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการชงชาในลักษณะนี้ สารสำคัญในใบชาจะถูกสกัดด้วยน้ำร้อนในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้น้ำชาที่มีความหอมน่าดื่มแล้ว ยังช่วยไม่ให้สารไม่พึงประสงค์บางชนิดถูกสกัดตามออกมาด้วย  นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังอีกข้อหนึ่ง คือ ไม่ควรดื่มน้ำชาขณะร้อนจัด เพราะการรับประทานชาร้อนๆ ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์เยื่อบุภายในช่องปากและหลอดอาหาร อันอาจจะทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา
.

ฤทธิ์ต้านมะเร็งของสารสกัดจากต้นชา

เมื่อนำต้นชามาสกัดด้วย 50% เมธานอล แล้วนำไปตรวจสอบฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งชนิด Ehrlich ascites ในหนูถีบจักร พบว่า หนูสามารถทนพิษของมะเร็งและอายุยืนขึ้น โดยสารสกัดไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง พบว่ามีผลทำให้จำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น และจำนวนฮีโมโกลบิน ซึ่งลดลงเนื่องจากเซลล์มะเร็งกลับเป็นปกติ แสดงว่าสารสกัดมี   พิษน้อย

ใส่ความเห็น