ถั่วเหลืองสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง

ถั่วเหลือง

ถั่วเหลือง

Glycine max Merr.Soy bean  Papilionaceae
.

ถั่วเหลืองกับการต้านมะเร็ง

ถั่วเหลืองถูกนำมาใช้เป็นอาหารและยาโดยคนเอเชียมาเป็นเวลานานแล้ว  ส่วนชาวตะวันตกเองใช้โปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นอาหารอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกัน  ถั่วเหลืองถูกนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายรูปแบบเช่น  miso เต้าหู้  นมถั่วเหลือง โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง และแป้งถั่วเหลืองเป็นต้น
การที่ถั่วเหลืองเป็นที่น่ารับประทานเนื่องจากประกอบด้วย amino acid และไนโตรเจนตามความต้องการของร่างกาย  เป็นอาหารโปรตีนที่ราคาถูก เมื่อเปรียบเทียบการใช้พื้นที่เท่าๆ กัน การปลูกถั่วเหลืองจะให้โปรตีน 5-25 เท่าของโปรตีนจากการเลี้ยงวัวผลิตนมหรือปลูกข้าวสาลี  นอกจากนี้ถั่วเหลืองยังมีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวน้อยและไม่มี  cholesterol โปรตีนจากถั่วเหลืองทำให้มีการขับทิ้ง แคลเซียม ในปัสสาวะน้อยกว่าโปรตีนจากสัตว์  จากการศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ที่รับประทานถั่วเหลืองเป็นประจำ กับการทดลองพบว่าถั่วเหลืองมีแนวโน้มที่จะมีผลป้องกันและรักษาโรคเรื้องรังต่างๆ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ  โรคกระดูกผุ  และโรคไตได้  ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะผลของถั่วเหลืองต่อโรคมะเร็ง
.

ผลของถั่วเหลืองต่อโรคมะเร็งชนิดต่างๆ

จากการรวบรวมข้อมูลและหาความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารประเภทถั่วเหลืองกับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง พบว่าประชากรที่บริโภคอาหารประเภทถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเป็นหลักจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งน้อยกว่าประชากรที่รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์เป็นหลัก ทำให้มีการศึกษาทดลองผลของโปรตีนจากถั่วเหลืองต่อการป้องกันและยับยั้งโรคมะเร็งต่างๆ ดังนี้
  • ผลต่อโรคมะเร็งที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับฮอร์โมนเพศ
การทดลองให้โปรตีนจากถั่วเหลืองหรือโปรตีน  casein จากนมกับหนูขาวซึ่งถูกเหนี่ยวนำด้วย N-methylnitrosourea หรือ 7,12-dimethylbenz (a)-anthracene ให้หนูตัวเมียเป็นมะเร็งที่เต้านมหรือทำให้หนูตัวผู้เป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก  พบว่า โปรตีนจากถั่วเหลืองสามารถป้องกันและลดการเกิดมะเร็งเต้านมในหนูตัวเมีย และมะเร็งต่อมลูกหมากในหนูตัวผู้ เมื่อเทียบกับหนูขาวที่ได้รับ casein ในหนูที่ตัดมะเร็งเต้านมออกแล้ว การให้โปรตีนจากถั่วเหลืองสามารถยับยั้งการเจริญของเนื้องอกใหม่  และทำให้การกลับมาเป็นมะเร็งใหม่ช้ากว่าหนูที่ได้รับ  casein นอกจากนี้การทดลองในหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งที่เต้านม ด้วยรังสี x-ray ก็สามารถยับยั้งได้โดยการป้อนถั่วเหลืองดิบในขณะที่  casein และอาหารหนู purina ไม่มีผล
ถึงแม้ว่าจะมีการทดลองที่แสดงว่าถั่วเหลืองมีผลยับยั้ง และลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่การทดลองของ Grinley และคณะ กลับพบว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองไม่มีผลลดการเกิดมะเร็งในเต้านม
  • ผลต่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร
- มะเร็งในช่องปาก  มีรายงานเกี่ยวกับ soybean extract ซึ่งมี Bowman-Birk protease inhibitor (BBI) [หรือที่เรียกกันว่า  BBI concentrate (BBIC)], purified BBI (PBBI) ต่อการยับยั้งการเกิดมะเร็งในช่องปากใหนูแฮมสเตอร์  ซึ่งถูกเหนี่ยวนำโดย 7,12-dimethyl-benz(a) anthracene (DMBA) ใช้ได้ผลในขนาดความเข้มข้นตั้งแต่ 0.01%-1% ระยะเวลา 1-5 ครั้ง/สัปดาห์  สามารถเริ่มใช้การยับยั้งนี้ได้ช้าถึง 45 วัน หลังจากสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง และผลการยับยั้งที่ได้เป็นชนิด irriversible อีกด้วย
- มะเร็งในกระเพาะอาหาร จากการศึกษาผลของ genistein ต่อการเจริญของ HGC-27 cells ซึ่งได้มาจากมะเร็งกระเพาะอาหารของคน พบว่า genistein สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหารได้เกือบสมบูรณ์ใน cell cycle progression ที่ G2-M
การทดสอบผลของโปรตีนจากถั่วเหลือง, genistein และ phytate เปรียบเทียบกับ casein ในหนูที่เหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่ด้วย dimethylhydrazine หรือ azoxymethane พบว่าโปรตีนจากถั่วเหลือง genistein และ phytate สามารถป้องกันและลดการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ และลดจำนวน aberrant crypts ซึ่งเป็นลักษณะของมะเร็งในลำไส้ใหญ่ แต่ Reddy และคณะ, Clinton และคณะพบว่าโปรตีนจากถั่วเหลือง และโปรตีนจากเนื้อวัวไม่มีผลต่อการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งด้วย dimethylhydrazine และยังมีผู้พบว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองทำให้เยื่อบุผิวลำไส้ใหญ่เกิดการแบ่งตัวและถูกทำลาย  อย่างไรก็ตามมีรายงานโต้แย้งการทดลองที่ไม่ได้ผลว่าอาจเนื่องมาจากการให้อาหารในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม หรือสูญเสียสารสำคัญไประหว่างการเตรียมโปรตีนจาก          ถั่วเหลือง
สำหรับการทดลองทางคลินิก ได้เริ่มมีการทดสอบในผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยให้ผู้ป่วยรับประทานโปรตีนจากถั่วเหลืองเทียบกับกลุ่มที่ได้รับ casein เพื่อดูว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองจะลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้หรือไม่ แต่ยังไม่มีการสรุปผล
  • ผลต่อมะเร็งชนิดอื่นๆ
การทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่าโปรตีนจากถั่วเหลือง และสาร isoflavones (genistein และ diadzein) สามารถยับยั้งการเจริญของมะเร็งที่ตับ ผิวหนัง กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ เม็ดเลือดขาว และตับอ่อน ในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารก่อมะเร็งหลายชนิด เช่น aflatoxin, 7,12-dimethylbenze [a]-anthracene, N-methyl-N-nitrosourea เป็นต้น
- มะเร็งของตับอ่อน  มีรายงานว่า soybean agglutinin (SBA) จะจับกับ pancreatic carcinoma cell lines ของคน ทั้ง 2 ชนิด คือ HuP-T3 และ HuP-T4 แต่ไม่จับกับเซลล์ปกติ  นอกจากนี้ยังมีการศึกษา soybean trypsin inhibitor (SBTI) เมื่อให้กับหนูแฮมสเตอร์ที่ได้รับการฉีด N-nitrosobis (2-oxopropyl) amine (BOP) โดยให้ในช่วง promotion phase ของการเกิดมะเร็งของตับอ่อน พบว่าใช้ได้ผลในการยับยั้งการเกิดมะเร็งตับอ่อนได้
- ผลต่อ thymic lymphosarcoma
พบว่า Bowman-Birk inhibitor มีผลในการป้องกันการเกิด  thymic lymphosarcoma ที่ถูกเหนี่ยวนำโดยการฉายแสง ในหนู mice C57B1/ 6NCr1 BR นอกจากนี้ยังพบว่ามีสารในถั่วเหลืองที่ทนต่อการ autoclave อีกชนิดที่มีคุณสมบัติในการลดการแพร่กระจายของ lymphosarcoma และการสูญเสียน้ำหนัก  โดยป้องกันการลุกลามและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
.

สารสำคัญในถั่วเหลืองที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านมะเร็ง

  • Isoflavones
Isoflavones ได้แก่ genistein, diadzein และ glycitein การทดสอบผลของ genistein ในหลอดทดลองพบว่า genistein สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเต้านม เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก เซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวจากคน และเซลล์มะเร็งจากหนูถีบจักรด้วยค่า  IC50 (ความเข้มข้นที่ให้ผลยับยั้ง 50%) 2.6-7.9 ไมโครโมลต่อลิตร หรือ 1-30 ไมโครโมลต่อลิตร การทดสอบในหนูที่เหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งด้วย 7,12-dimethylbenze [a]-anthracene พบว่า genistein ทำให้เป็นมะเร็งเต้านมช้า และยับยั้งการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่
Isoflavones ถูกแบคทีเรียในลำไส้เล็ก เปลี่ยนเป็นสารที่มีฤทธิ์คล้าย estrogen อ่อนๆ มีฤทธิ์ต้าน estrogen และเป็น antioxidant ซึ่งอาจมีส่วนต่อการยับยั้งมะเร็งเต้านมของถั่วเหลือง  นอกจาก isoflavones แล้วถั่วเหลืองยังมี lignan ซึ่งมีฤทธิ์คล้าย estrogen อ่อนๆ ทำให้เรียก isoflavones และ lignan ว่า Phytoestrogen และเชื่อว่าสารทั้ง 2 มีผลต่อการต้านมะเร็งที่เกี่ยวกับฮอร์โมนเพศ
กลไกของถั่วเหลืองที่มีผลต้านการเกิดมะเร็ง อาจเนื่องมาจากการยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ (neovascularization) และการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง โปรตีนถั่วเหลืองและ genistein มีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์  tyrosine kinase, topoisomerase I,II ซึ่งจำเป็นสำหรับการแบ่งเซลล์และมีการศึกษาผลของโปรตีนจากถั่วเหลืองต่อการทำงานของฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตในคนด้วย  นอกจากนี้ isoflavones ยังมีผลต่อการทำงานของเซลล์ตับหนูหลายชนิด เช่น cytochrome P4503A ,quinone reductase และ glutathione-s-transferase เป็นต้น ถั่วเหลืองทำให้ผนังเซลล์มีความคงตัว และลดการสร้าง lipid peroxidation ของเซลล์ตับ ผลเหล่านี้อาจเป็นกลไกที่ทำให้ถั่วเหลืองมีผลยับยั้งการเกิดมะเร็งตับ
  • Saponin
Saponin จากถั่วเหลืองที่ความเข้มข้น 150-600 ppm มีผลยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ของคน (HCT-15) และผลการยับยั้งเพิ่มขึ้นตามขนาดของ saponin โดยที่ไม่มีผลต่อการยอมให้ซึมผ่านของผนังเซลล์ (membrane permeability) ผลของ saponin ต่อเซลล์มะเร็งอาจเนื่องมาจากผลโดยตรงต่อเซลล์มะเร็ง ผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน (immune modulatory effects) ผลต่อการจับกรดน้ำดี และการทำลายฤทธิ์ของสารที่ใช้เหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็ง อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาผลการต้านมะเร็งของ saponin จากพืชที่เป็นอาหารประเภทอื่นๆ ทำให้ต้องมีการศึกษาผลของ saponin   เพิ่มเติม
Saponin ในถั่วเหลืองถูกจัดเป็น antinutritional factors เพียงเพราะบังเอิญเป็น saponins เท่านั้น ทั้งๆ ที่มีรายงานในการศึกษาในสัตว์ทดลองว่า saponins จากถั่วเหลืองไม่มีผลในการยับยั้งการเจริญเติบโต (Ishaaya et al 1969) เร็วๆ นี้พบว่า saponin จากถั่วเหลืองมีส่วนในการลด cholesterol และ anticarcingenic effects ด้วย (Messina and Barnes 1991) ดังนั้นจึงได้รับการยกเว้นจากรายชื่อ antinutritional factors ในถั่วเหลือง (Liener 1981) เชื่อว่าปัจจุบันมี aglycones ใน saponins เพียง 3 ชนิด คือ soyasapogenol A,B และ E (Price et al 1987) เชื่อมต่อกับ oligosaccharides เป็นโมเลกุลของ saponin พบว่ามี saponin หลักๆ 5 ชนิด ที่แยกออกมาได้และหาสูตรโครงสร้างได้แล้ว (Kitagawa et al 1985 a , Kitagawa et al 1988 b) ถั่วเหลืองจะมีปริมาณ saponins 0.1-0.5% น้ำหนักแห้ง (Ircland et al 1986, Shiraiwa et al 1991) และพบในปริมาณสูงเช่นกันในแป้งถั่วเหลือง (0.5%) isolates (0.8%) แต่ไม่พบเลยใน protein concentrate (Ircland et al 1986) ส่วนในผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เต้าหู้ ฯลฯ จะพบในปริมาณใกล้เคียงกับในถั่วเหลือง (0.3-0.4%) แต่ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการหมัก เช่น miso ฯลฯ จะมีปริมาณ saponin ต่ำลง (0.1-0.3%)
2.3 สารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำลายโปรตีน (protease inhibitors)
ถั่วเหลืองมีสารที่มีฤทธิ์เป็น protease inhibitors อยู่หลายตัว สารที่มีการทดสอบมาก คือ Bowman-Birk inhibitor ซึ่งพบว่ามีผลยับยั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งในตับในหนูถีบจักรที่เหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งด้วย dimethylhydrazine มีผลยับยั้งมะเร็งในช่องปากในหนู hamster ที่เหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งด้วย 7,12-dimethylbenze [a]-anthracene และยับยั้งมะเร็งปอดในหนูถีบจักรที่เหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งด้วย 3-methyl -cholanthrene
สาร protease inhibitors อีกตัวหนึ่งคือ soybean trypsin inhibitor ซึ่งมีรายงานว่ามีผลยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง แต่ไม่มีผลยับยั้งมะเร็งในปากของหนู hamster ซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งด้วย 7,12-dimethylbenze [a]-anthracene ผลของ trypsin inhibitor จึงต้องทำการศึกษากันต่อไป
การศึกษาผลเสียทางโภชนาการของ trypsin inhibitor พบว่า หนูขาว ไก่และหนูตะเภาที่กินโปรตีนจากถั่วเหลืองที่มี trypsin inhibitor สูง จะมีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ และเมื่อแยก trypsin inhibitor ออก จะไม่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโต การเลี้ยงหนูขาวด้วยถั่วเหลืองดิบหรือ protease inhibitors จะทำให้ตับอ่อนเกิด hypertrophy และ hyperplasia ทำให้ตับอ่อนสร้างและหลั่งเอนไซม์ trypsin และ chymotrypsin ซึ่งเป็นโปรตีนที่ประกอบด้วย amino acid ที่มี sulfur (methionine และ cysteine) มีผลทำให้ร่างกายขาด amino acid ที่มี sulfur    ซึ่งโปรตีนจากถั่วเหลืองก็มี amino acid ประเภทนี้น้อย ทำให้หนูที่กินถั่วเหลืองดิบขาด amino acid ที่มี sulfur มีผลทำให้การเจริญเติบโตช้า นอกจากนี้ protease inhibitors ทำให้การย่อยโปรตีนในลำไส้ทำงานไม่เต็มที่มีผลให้การดูดซึมสารอาหารลดลง และอาจเป็นสาเหตุรวมทำให้สัตว์ทดลองเจริญเติบโตช้า การให้ถั่วเหลืองดิบหรือถั่วเหลืองที่มี trypsin inhibitor มากๆ เป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดมะเร็งที่ตับอ่อนได้
ผลการต้านการเกิดมะเร็งของ Bowman-Birk inhibitor ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงดังกล่าวเพราะ Bowman-Birk inhibitor ขนาดต่ำๆ ก็ให้ผลต้านการเกิดมะเร็งได้
การใช้ถั่วเหลืองเป็นอาหารจึงควรใช้ความร้อนทำลาย trypsin inhibitor เพื่อลดผลข้างเคียงของการใช้โปรตีนจากถั่วเหลือง
  • Inositol hexaphosphate (IP6 , phytic acid)
IP6 มีผลยับยั้งการเจริญของ erythroleukemia และ adrenocarcinoma cell lines ของคนและป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งที่ soft tissue ในหนูขาวและหนูถีบจักร นอกจากนั้น IP6 ยังลดการแบ่งเซลล์ และเพิ่มการ differentiation ของเซลล์มะเร็งให้กลับเป็นเซลล์ปกติ
IP6 ถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น และแพร่กระจายอยู่ในรูป IP1-5    IP6 ที่ถูกเก็บเข้าสู่เซลล์มะเร็งก็ถูกเปลี่ยนเป็น IP1-5  และ inositol ซึ่งมีผลเป็น antioxidant และมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดมะเร็ง
การทดสอบพิษของ IP6 พบว่าถ้าให้หนูกินอาหารที่มี IP6 2.5% เป็นเวลา 108 สัปดาห์ ทำให้น้ำหนักตัวลด มี necrosis และแคลเซียมสะสมที่หลอดไตส่วน papillae และเป็นเนื้องอกที่ไต  แต่ในผู้ป่วยที่ให้รับประทาน sodium inositol hexaphosphate ขนาด 8.8 กรัมต่อวันเป็นเวลา 24 เดือน ไม่พบความเป็นพิษ และยังลดการกลับมาเป็นนิ่วที่ไต ลดการขับแคลเซียมในปัสสาวะ
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้น่าจะมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมในการนำโปรตีนหรือสารจากถั่วเหลืองมาใช้ในการป้องกันการเกิดมะเร็งแต่ละประเภท รวมทั้งการศึกษาผลข้างเคียงของการใช้สารนั้นเป็นเวลานานๆ

ใส่ความเห็น