STEM CELLS สยบมะเร็งเม็ดเลือดขาว-ต่อมน้ำเหลือง

STEM CELLS สยบมะเร็งเม็ดเลือดขาว-ต่อมน้ำเหลือง
ปัจจุบัน มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมากเป็นอันดับ 1 หรือ 2 คู่คี่กันในกลุ่มของโรคมะเร็งระบบเลือด ถึงแม้เมื่อเปรียบเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ อยู่อัตราส่วนที่น้อยมาก แต่ความน่ากลัวของโรคมะเร็งในกลุ่มนี้อยู่ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักและเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว แถมยังเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นกับทุก ๆ คนได้โดยบางครั้งอาจไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนอีกด้วย
.
นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล แพทย์อายุรศาสตร์ โลหิตวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบ่งออกเป็นสองชนิดตามลักษณะของการเกิดโรคและเซลล์เม็ดเลือดที่ตรวจพบ คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน อาการแสดงของโรคจะปรากฏในระยะเวลาสั้น ๆ ราว 1-3 เดือน โดยผู้ป่วยอาจเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว และ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง ซึ่งไม่แสดงอาการในช่วงแรก แต่โรคจะค่อย ๆ ลุกลามเชื่องช้าโดยใช้เวลานานนับปี ผู้ป่วยหลายรายจึงไม่ทราบว่าตนเองเป็นและไปพบแพทย์เมื่อสายเกินไปแล้ว
.
มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันในอดีต มักเสียชีวิตในเวลาประมาณหนึ่งปี แต่ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีการรักษามะเร็งที่ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้โรคมะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาจนหายขาดได้ รวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ทุกวันนี้มีวิธีการรักษาและยาที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดจากโรคเพิ่มขึ้น หรือในรายที่ไม่อาจรักษาจนหายขาดก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่โดยได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
.
ส่วนมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นมะเร็งที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกาย ส่วนใหญ่พบที่บริเวณลำคอเนื่องจากการติดเชื้อ เป็นไข้ เจ็บคอ ไอ หรือมีน้ำมูกเรื้อรัง ที่ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของอาการต่อมน้ำเหลืองโต และลุกลามเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจเกิดขึ้นที่ต่อมน้ำเหลืองโดยตรง หรือเกิดจากการลุกลามของมะเร็งในตำแหน่งอื่นแล้วกระจายมายังต่อมน้ำเหลืองก็เป็นได้
.
โรคในกลุ่มมะเร็งระบบเลือดทุกวันนี้ สามารถทำการรักษาได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของโรค สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านระบบเลือดโดยตรง เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มีภาวะแทรกซ้อนมาก และรุนแรงกว่ามะเร็งชนิดอื่น ๆ
.
“มะเร็งเม็ดเลือดขาวเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เติบโตผิดปกติเป็นจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งการแบ่งตัวไม่หยุดของเซลล์เหล่านี้ได้ทำลายการสร้างเม็ดเลือดปกติของไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดลดทอนจำนวนลงส่งผลให้เกิดอาการโลหิตจาง มีเลือดออกผิดปกติ มีจ้ำเลือดตามร่างกาย ติดเชื้อง่าย ฉะนั้นการรักษาในลำดับแรกจึงต้องให้ยาเคมีบำบัดเพื่อลดเซลล์มะเร็งลงให้เหลือน้อยที่สุด จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือเรียกอีกอย่างว่าการปลูกถ่ายไขกระดูก
.
“หลักการของการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด คือ เมื่อพบว่ามีเซลล์มะเร็งเป็นจำนวนมากอยู่ในร่างกายผู้ป่วย แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัดในปริมาณสูง เพื่อไม่ให้เซลล์มะเร็งสร้างตัวต่อไปได้ จากนั้นจึงนำเซลล์ต้นกำเนิดที่ปราศจากเซลล์มะเร็งใส่เข้าไปในตัวผู้ป่วยแทน แล้วเซลล์ใหม่ที่เข้าไปก็จะเจริญเติบโตขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตจากมะเร็งและรอดพ้นจากการเสียชีวิตด้วยการให้ยาเคมีบำบัดได้
.
“เดิมทีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเราจะใช้เซลล์จากไขกระดูกมาเปลี่ยนถ่าย แต่ทุกวันนี้สามารถนำมาได้จากหลายแหล่ง ตั้งแต่การแยกเซลล์ต้นกำเนิดออกจากกระแสเลือด โดยนำเลือดที่รับบริจาคไปเข้าเครื่องปั่นแยกนำเฉพาะส่วนที่เป็นเซลล์ต้นกำเนิดไปให้ผู้ป่วย เป็นการบริจาคที่ง่ายและสะดวกสำหรับผู้บริจาค เพราะไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด ดมยาสลบ หรือเจาะไขกระดูกแล้วดูดออกมาเช่นวิธีเดิม ๆ
.
“อีกแหล่งหนึ่งที่นำเซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ได้คือรก โดยแพทย์จะนำรกของเด็กแรกเกิดที่มีเลือดขังตัวอยู่มานวด ซึ่งในนั้นมีสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดค่อนข้างมาก เมื่อรีดออกมาแล้วนำไปเก็บไว้รอปลูกถ่ายสู่ผู้ป่วยในลำดับถัดไป
.
“ทั้งนี้ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ในบางเรื่อง เช่นอายุของผู้เข้ารับการปลูกถ่ายต้องไม่มากเกินไป สภาพร่างกายต้องดี ซึ่งเหล่านี้ต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้ชำนาญว่าผู้ป่วยสมควรได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่”
.
ปัจจุบันเราได้พัฒนาการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโดยที่คนบริจาคมี HLA เหมือนกับคนป่วยเพียงครึ่งเดียวก็สามารถทำได้ ดังนั้นเราสามารถใช้เซลล์ของพ่อแม่หรือลูกมาปลูกถ่ายให้กับคนป่วย แต่ก็ต้องเลือกใช้วิธีการ และยากดภูมิต้นทานที่เหมาะสม ปัจจุบันทางตะวันตกเองก็เริ่มมีการทำวิธีนี้แพร่หลายมากขึ้น การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในกรณีของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง จะสามารถทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคร้ายได้
นพ.วิเชียร กล่าวสรุปว่า วิธีการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ดีที่สุด คือการป้องกันตนเองให้พ้นจากโรค โดยดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อมะเร็ง และที่สำคัญคือหมั่นตรวจเช็คความผิดปกติในร่างกายด้วยตนเอง โดยเฉพาะในผู้มีประวัติว่าคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งมาก่อน ควรได้รับการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หรือ CBC ตามวาระ
.

ที่มา: manager.co.th

ใส่ความเห็น