การดูแลผู้ป่วยมะเร็งด้วยวิธีทางการแพทย์ทางเลือก

การฝังเข็ม

ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งด้วยวิธีทางการแพทย์ทางเลือก
ของมูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง
โดย อาจารย์มงคลศิลป์ บุญเย็น

ประวัติการรักษาโรคมะเร็งในอดีต
ในตำราแพทย์แผนโบราณมีการกล่าวถึงโรคมะเร็งมาหลายร้อยปีแล้ว ในสมัยก่อนเมื่อเริ่มมีการบันทึก หรือจารึกตำรายาแผนโบราณเล่มแรกๆ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือ ตำราพระโอสถพระนารายณ์ ซึ่งเป็นตำรับยาต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้น มีการใช้สมุนไพรเป็นยามากมาย
แต่เสียดายหลักฐานเมื่อหลายร้อยปีก่อนนั้นมิได้มีการเก็บรักษา และนำมาเผยแพร่เหมือนปัจจุบันแต่หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดก็คือที่ศาลาภายในวัดพระเชตุพนที่มีการรวบรวมตำรายา ตำราแพทย์แผนโบราณในรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 3 ที่มีการจัดทำได้ระบุตำรายาสมุนไรที่ใช้สำหรับบำบัดและรักษา
โรคมะเร็งไว้มากมายหลายตำรา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 มีคลังพระตำราชื่อว่า “คลังพระตำราข้างพระที่”ใช้เป็นตำราของแพทย์หลวง มีการเปิดการเรียนการสอนวิชาการแพทย์ขึ้นศิริราชพยาบาล วิชาที่สอนมีทั้งวิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน และวิชาการแพทย์แผนโบราณเรียนร่วมกันหลักสูตร 3 ปี ในปี 2431 หรือเกือบประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบปี แต่เกิดขัดแย้งกัน
ปี 2438 พระยาพิษณุประสาทเวช (คงถาวรเวช) หรือหมอคง ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทย และเป็นคณาจารย์ของราชแพทยาลัย และท่านเป็นผู้จัดการโรงเรียนเวชสโมสรได้รวบรวมตำราต่างๆ มากจัดพิมพ์หนังสือชื่อ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ จากการสอนเทียบตำราจากคณะแพทย์หลวงในสมัยรัชกาลที่6 มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ได้ศึกษาวิชาการแพทย์แผนโบราณแตกฉานก็ได้มีตำราในการรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรหลายขนาน จากหลวงพี่อุศุข (พระครุวิมลคุณากร)วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งดูสูตรคล้ายกันมาก
แต่ต่อมารัชกาลที่ 6 ปี 2456 มีการสั่งยกเลิกการแพทย์แผนโบราณ ทำให้หมอพื้นบ้านหลบหนีไปอยู่หัวเมือง ตำรับตำรายาสูญหาย ขาดการพัฒนา แต่ในรัชกาลที่ 7 มีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่จนกระทั่งในปัจจุบัน แต่ก็ยังใช้ยาสมุนไพรจากการจารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนเป็นแนวทางอย่างชัดเจน
ส่วนวิชาการทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2483 ที่มีการนำยารักษามะเร็งกลุ่มของ Alkylafing agents มาใช้ ซึ่งก็ได้มีการศึกษาเรื่องยาต่างๆ มากขึ้นตามลำดับ เพราะโรคมะเร็งเป็นโรคร้ายที่ทำให้ผู้คนสูญเสียชีวิตมากในลำดับต้นๆ
ในปี 2493 มียากลุ่มที่ 2 ถูกค้นพบว่ามีฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง คือ Folic acid antagonists Purine analogues และ Adreno Corticosteroid
ในปี 2500 ความเจริญในเรื่องยามีมากขึ้น จุดประสงค์ของการรักษาที่สำคัญ คือ การทำลายเนื้อร้ายให้หมดไปรวมทั้งพยายามที่จะครอบคลุมไปถึงการทำลายเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิดของเนื้อร้ายนั้นเซลล์บางชนิดยากต่อการทำลาย
และวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เกี่ยวข้องเจริญขึ้น มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับจักรของเซลล์ (Cell cycles) โดยเน้นหาจุดของวงจรการกำเนิด และแบ่งตัวเพื่อใช้สารเคมีไปยับยั้งความเจริญหรือยับยั้งมิให้เซลล์นั้นมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็นการหยุดการแพร่กระจายของเนื้อร้าย

วิวัฒนาการเรื่องยาในปัจจุบัน แบ่งแยกที่ไปออกฤทธิ์ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่
1. Cell cycle-specific หรือ Phase- specific
2. Phase non- specific หรือ ออกฤทธิ์ได้ทั่วไป ซึ่งการใช้ยาผู้ใช้จะต้องรู้ถึงการตอบสนองของยาต่อมะเร็งแต่ละชนิด

หลักการสำหรับแพทย์ที่จะใช้เคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง คือ
1. ควรใช้ยาเมื่อมีการพิสูจน์แน่ชัด (Tissue Biopsy) แล้วว่าเป็นมะเร็ง
2. ก่อนใช้ควรศึกษาผลดี ผลเสียของยานั้นๆ รวมทั้งอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากยานั้น
3. ควรพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยได้ เมื่อมีอาการแทรกซ้อนขึ้น
หลักการใช้ยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็งทั่วๆ ไป อาศัยผลการทดลองในห้องทดลองทั้งในหลอดทดลอง และในสัตว์ทดลอง

สาเหตุที่การตอบสนองของเซลล์มะเร็งต่อยาไม่เหมือนกันไม่เท่ากันมาจาก
1. ยาไม่เข้าสู่เซลล์มะเร็ง
2. เซลล์มะเร็งไม่ทำรูปแบบจาก Inactive – Active cyfotoxic form ยาจะไม่มีผลต่อเซลล์มะเร็งเลย
3. กลไกทางชีวเคมี (Biochemical pathways) บางอย่างของเซลล์ทำให้ยาข้ามฤทธิ์การขัดขวาง
การทำงานของ Cell ทำให้ยาไม่อาจออกฤทธิ์ได้

โรคมะเร็งชนิดต่างๆ
มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมพบมากที่สุดในสตรี รองเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก สถิติปี 2541 สตรีไทยเป็นมะเร็งเต้านม 8,257 ราย (ต่อประชากร 100,000 คน เว้นเขตกรุงเทพมหานคร) และเสียชีวิต 530 ราย (ต่อประชากร 100,000 คน) เป็นมะเร็งพันธุ์ดุ

ปัจจัยเสี่ยง
- หญิงอายุเกิน 40 ปี ขึ้นไป – มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม
- หญิงที่มีประจำเดือนเร็ว – หญิงหมดประจำเดือนช้า
- หญิงไม่มีบุตร หรือมีบุตรน้อย
- ผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสัตว์ หรือเนื้อสัตว์สีแดงมากเกินไป
- ผู้ที่รับประทานฮอร์โมนเพศ โดยไม่อยู่ในความดูแลของแพทย์

การป้องกัน
- ตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน หากพบความผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์
- รับประทานผักผลไม้ อาหารที่มีกากใยมาก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
- หลีกเลี่ยงอาหารคาวจัด เช่น ปลาไหล กบ ตะพาน้ำ เนื่องจากมีอะมิโนแอซิดบางตัวซึ่งก่อมะเร็งได้

มะเร็งตับ
สถิติปี 2541 พบว่าคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ และท่อน้ำดีในตับเป็นอันดับ 1 คือมีถึง
7,400 ราย (ต่อประชากร 100,000 คน) เป็นฆาตกรเงียบสำหรับสุภาพบุรุษ

ปัจจัยเสี่ยง
- ไวรัสตับอักเสบ บี และซี หากเป็นเรื้อรังจะมีอัตราการเกิดมะเร็งตับสูง
- การได้รับสาร Alfa toxin เป็นสารเคมีที่ผลิตจากเชื้อรา ที่อยู่ในอาหารจำพวก พริกป่น ถั่ว แป้งสาลี ข้าวโพด
- ตับแข็งจากสุรา – การได้รับสาร Vinyl chloride

อาการ
- เบื่ออาหาร – จุกเสียดแน่นท้อง – น้ำหนักลด
- ปวดท้องตลอดเวลา – ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องบวมขึ้น หายใจลำบาก
- คลำพบก่อนที่บริเวณตับ – อาการทรุดเร็วมาก
ควรตรวจเลือดหา AFP (Alpha Feto Protein) เพราะราคาตรวจถูกและคุ้มค่าหากทราบผลก่อน

มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Carcinoma of the Colon)
มะเร็งลำไส้ใหญ่พบมากที่สุดเป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกา(รองจากมะเร็งปอด) ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันก็ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลง แต่ยังพบว่ามีผู้ป่วยใหม่ถึงปีละประมาณ138,000 ราย และเสียชีวิตถึง 55,000 รายต่อปี (สถิติปี 2541) ชายไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ 1,102 ราย หญิง 728 ราย (อัตราตายต่อประชากร 100,000 คน)

ปัจจัยเสี่ยง
- พบมากในผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี แต่ก็สามารถพบในผู้ป่วยอายุน้อยได้
- ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และใยอาหารน้อย
- Polyps’ เนื้องอกในลำไส้ใหญ่ หากพบมากมีแนวโน้มเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง
- ผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อักเสบ Ulcerative Colitis

อาการ
- อุจจาระเหลว กับอุจจาระแข็งสลับกัน บางครั้งเหมือนถ่ายไม่หมด
- เลือดปนอุจจาระ – อุจจาระลำเล็กกว่าปกติ
- ท้องอืด แน่นท้องตลอดเวลา – น้ำหนักลด
- อาเจียน

มะเร็งปอด (Carcinoma of the lung)
มะเร็งปอดนี้ปรากฏว่ามีผู้ป่วยกันมาก เช่นเดียวกัน นับว่าเป็นมะเร็งที่มีความร้ายแรงมาก มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยที่พบบ่อยมีอายุอยู่ในระหว่าง 40-70 ปีเศษ และพบในเพศชายถึงร้อยละ 85 ในเพศหญิงร้อยละ 15 เป็นมะเร็งที่ลุกลามเร็วที่สุด

ปัจจัยเสี่ยง
- ผู้ที่สูบบุหรี่จัดเป็นเวลานาน รวมทั้งผู้ที่สูดดมควันบุหรี่โดยไม่ได้สูบเองด้วย
- เกิดจากความสกปรกของอากาศที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ที่มีภาวะอากาศเป็นพิษ
- แผลเป็นในปอด เป็นแผลมาจากการเป็นโรคเรื้อรังที่ปอดมานาน

อาการ อาการที่พบบ่อยมีดังนี้
- ไอมากขึ้นเรื่อยๆ – เจ็บแน่นหน้าอก
- ไอเสมหะมีเลือดปน – หายใจเหนื่อย เสียงแหบ
- ปอดบวม หรือปอดอักเสบบ่อย – หน้าและคอบวม
- อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

การวางแผนรักษาโรคมะเร็ง
ก่อนถึงการวางแผนรักษาโรคมะเร็ง ขออธิบายขั้นตอนวิธีตรวจ และยืนยันแน่นอนว่า เป็นมะเร็งหรือยัง เพราะหากพบเมื่ออาการโรคมะเร็งกำเริบรักษายาก คนปกติทั่วๆ ไป จำเป็นต้องมีการตรวจมะเร็งอย่างสม่ำเสมอทุกคนเป็นระยะๆ เช่น ตรวจทุกปีในวัย 25 ปี ถึง 35 ปี 45 ปี
ควรตรวจด้วยวิธีใด ?
1. ตัดเนื้อเยื่อไปพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการ
2. ตรวจด้วยการหาค่า Tumors Markers ทางเลือด
3. ตรวจด้วยเครื่อง CT.-SCAN
4. ตรวจด้วยเครื่อง Ultra Sound
5. ตรวจด้วยเครื่อง X-RAY
6. ตรวจด้วยเครื่องมือ พิเศษสมัยใหม่
7. NANO – Biotron
8. คนที่เคยเป็นมะเร็งได้รับการผ่าตัด บำบัดเคมี และฉายรังสี ควรตรวจถี่มากกว่าคนปกติดี และควรเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่เสี่ยงกับโรคมะเร็งที่จะมาอุบัติซ้ำอีก

การวางแผนรักษาโรคมะเร็ง
หากมีการตรวจพบมะเร็งอุบัติขึ้นมาในร่างกายแล้วสิ่งแรกที่จะต้องรีบตัดสินใจ เพื่อเลือกวิธีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง จำเป็นพอๆ กับการตั้งสติ ตั้งหลัก เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายอย่างดีจะทำให้ท่านอยู่รอดได้

มีวิธีการเลือกดังนี้
* เลือกแพทย์ที่จะรักษา และปรึกษาแพทย์ที่จะทำการรักษาโรคมะเร็ง
1. วิธีการรักษาโดยแผนปัจจุบัน มีดังนี้
- การผ่าตัด – การฉายรังสี – การใช้เคมีบำบัด
2. วิธีการรักษาแผนโบราณโดยการใช้สมุนไพร
3. วิธีการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกอื่นๆ
- ฝังเข็ม – ฝังทราย – ทานน้ำที่ผ่านกรรมวิธี
- กระตุ้นด้วยพลังธรรมชาติ – กระตุ้นจากพลังแม่เหล็ก, ไฟฟ้า – ธรรมชาติบำบัด
- โภชนาการบำบัด

ที่มาข้อมูล : การสัมมนาวิชาการด้านการแพทย์ทางเลือก เรื่อง “พิชิตมะเร็งด้วยการแพทย์ทางเลือก” โดยวิทยากร ภก.มงคลศิลป์ บุญเย็น
วันที่ 18 ตุลาคม 2548 เวลา 09.00-12.00 น.
ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร DMS 6 กองการแพทย์ทางเลือก

ที่มา  :  www.anticancerclinicthai.com

ใส่ความเห็น