สุรา-บุหรี่ ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งศีรษะและลำคอ

เหล้าและบุหรี่

ศ.ดร.นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์ ภาควิชาศัลยศาสตร์: บทความ
นิษฐ์ภัสสร ห่อเนาวรัตน์: เรียบเรียง

สาเหตุของโรคมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอเป็นปัญหาทางสาธารณสุขระดับโลก ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยใหม่ประมาณ 540,000 รายทั่วโลก และเสียชีวิต 271,000 รายต่อปี ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอคืออะไรกันแน่ มาฟังคำตอบพร้อมๆ กันค่ะ…

ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอนั้น มีสาเหตุส่วนใหญ่จากการดื่มสุราและสูบบุหรี่ ซึ่งสารก่อมะเร็งจะไปกระตุ้นความผิดปกติระดับยีนของผู้ป่วย และนอกจากนี้ยังเกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งอาจมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งบริเวณนี้เพิ่มขึ้น

อาการของมะเร็งในระยะเริ่มแรกขึ้นอยู่กับบริเวณที่เป็น เช่น มะเร็งกล่องเสียง จะมีอาการเสียงแหบ มะเร็งช่องปาก จะมีแผลเรื้อรัง มีอาการปวด พูดไม่ชัด เลือดออกจากแผล และมีก้อนยื่นออกมา มะเร็งบริเวณโคนลิ้นและกล่องเสียง จะทำให้ผู้ป่วยกลืนอาหารหรือน้ำลำบาก เจ็บคอ เสียงเปลี่ยน หรือหายใจไม่สะดวก แต่สำหรับมะเร็งบริเวณหลังโพรงจมูกและใต้กล่องเสียงกลับไม่มีอาการใดๆ ในระยะแรก

และเมื่อมะเร็งเข้าขั้นระยะลุกลามแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกันในทุกตำแหน่ง คือ น้ำหนักลดลง อาการปวดร้าวจากมะเร็งจะลุกลามไปที่เส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าไปที่สมอง จะทำให้ตามองเห็นภาพซ้อน หายใจลำบาก เนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น และอาการที่เห็นชัดคือ แผลที่ทะลุออกมาบริเวณผิวหนัง รวมทั้งมีเลือดออกจากบริเวณช่องปากหรือช่องคอ

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ป่วยมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งขึ้นที่บริเวณอื่นๆ เช่น ในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ เนื่องจากการดื่มสุราและสูบบุหรี่ จะมีสารก่อมะเร็งที่ส่งผลต่อเยื่อบุทั้งหมดที่สัมผัสกับสารเหล่านี้ แม้ว่าจะหยุดปัจจัยเสี่ยงไปนานแล้วก็ตาม

สำหรับการวินิจฉัยมะเร็งบริเวณนี้ ทำได้ไม่ยาก แต่ปัญหาคือผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ในระยะที่โรคเป็นมากแล้ว กว่าครึ่งหนึ่งพบว่าเซลล์มะเร็งได้ลุกลามไปที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองในลำคอ และแพร่กระจายไปที่ปอดซึ่งพบมากที่สุด อีกทั้งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุและมีโรคร่วมจากการสูบบุหรี่และดื่มสุรา ฉะนั้นการรักษาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย

แต่หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่น่าสงสัยหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ยิ่งพบเร็ว โอกาสหายขาดก็มีมากขึ้น

ที่มา : www.manager.co.th

ใส่ความเห็น