การบำบัดมะเร็งด้วยธรรมชาติวิธี

เครื่องสกัดน้ำผักผลไม้ (รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

การบำบัดมะเร็งด้วยธรรมชาติวิธี

มีหลักการสำคัญอยู่ 3 ประการใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ

1. ทำอย่างไรไม่ให้ก้อนมะเร็งนั้นโตขึ้น

2. ทำอย่างไรไม่ให้ก้อนมะเร็งนั้นแพร่กระจาย

3. ทำอย่างไรจึงจะเสริมภูมิต้านทานมาต้านมะเร็งได้

เพื่อไม่ให้ก้อนโต แน่นอนที่สุด ถ้าผ่าตัดได้ก็ควรผ่าทิ้งไปเลย แล้วอาจจะตามมาด้วยรังสีบำบัด หรือการเคมีบำบัดก็แล้วแต่ ขึ้นอยู่กับว่าลักษณะเนื้อเยื่อนั้น ๆ กับสารที่จะใช้ มีสติถิต่อการตอบสนองมากน้อยเพียงใด คุ้มหรือไม่ซึ่งนั้นแพทย์ผู้ทำการรักษาและคนไข้ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีเสีย ก่อน

ขณะเดียวกัน การไม่ให้ก้อนโตขึ้นนนั้น ก็ต้องกำจัดอาหารที่ไปหล่อเลี้ยง โดยเฉพาะโปรตีนและไขมันซึ่งเป็นวัตถุดิบอย่างดีที่เซลล์มะเร็งจะคว้าไปสร้าง เนื้อเซลล์และเยื่อหุ้มของเซลล์มันเอง

ทีนี้เราจะป้องกันการกระจายตัวของเซลล์ มะเร็ง และจะเสริมภูมิต้านทานของคนไข้ขึ้นมาอย่างไรให้กำจัดมะเร็งได้ นี่คือบทบาทใหม่ของธรรมชาติวิธีทุกรูปแบบ ซึ่งสมควรอย่างยิ่งจะนำมาประสานใช้ในกระบวนการรักษามะเร็ง ร่วมกับที่การแพทย์แบบแผนทำอยู่

สำหรับเรื่องของอาหารที่จะเสริมภูมิต้านทานนั้น ในทางธรรมชาติเน้นการใช้ผักสดและผลไม้สด ทั้งที่กินสดทั้ง 3 มื้อให้มาก ๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการเพิ่มจากการกินเป็นการดื่มน้ำสกัดวันละหลาย ๆ รอบแทน เพื่อเสริมภูมิต้านทานให้เรามากกว่าการกินแบบสด

อย่างไรก็ตามหลักของการสกัดน้ำผักผลไม้นั้นมีหลักการว่า

- จะต้องไม่ใส่น้ำ ไม่ใส่น้ำผึ้ง หรือน้ำตาล เพราะจะทำให้เปลืองท้องเปล่า ๆ เนื่องจากสิ่งหวานเหล่านี้จะเพิ่มโทษให้กับร่างกายมากกว่าการเพิ่มคุณ เพราะร่างกายเราต้องสูญเสียวิตามินไปเผาผลาญความหวาน ทำให้เราพร่องวิตามินโดยใช่เหตุ

- ใช้การสกัดด้วย juicer ดีกว่า blender เพราะแยกกากแยกน้ำไปเลย ที่สำคัญต้องคั้นด้วยผ้าขาวบาง เพื่อดึงเอาสารธรรมชาติออกมาทุกหยาดหยด เนื่องจากสารเหล่านี้มักจะเกาะอยู่กับกาก

สำหรับผักผลไม้นั้นมีสารสำคัญอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ อันได้แก่

1. สารแอนติออกซิเดนต์ ได้แก่วิตามินเอ – เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี และซีลีเนียม

2. สารซูปเปอร์แอนติออกซินเดนต์ ที่เป็นสารกลุ่มใหม่ที่มีฤทธิ์มากกว่าแอนติออกซิเดนต์ปกติ ตัวเด่น ๆ มีดังนี้คือ

- โปรแอนโทซัยแอนนิดีน ( PCO ) ได้แก่สารในเปลือกสน ในเมล็ดองุ่น เปลือกองุ่น และผลไม้ไทยที่มีรสฝาดทั้งหลายเช่น มะกอก สมอไทย สมอภิเภก มะขามป้อม ซึ่งตามตำรายไทยเรียกว่า ตรีผลา ก็น่าจะมีสารนี้อยู่ด้วยเช่นกัน

- คาเตชิน มีมากในชาเขียว

- ไอโซฟลาโวน มีในถั่วเหลือง

- กลูตาไทโอน มีมากในพืชตระกูลกะหล่ำ

- ซูเปอร์ออกไซดิสมิวเตส ( SOD ) มีมากนถั่วงอกและเมล็ดงอกต่าง ๆ

3. สาร Non nutrient หรือ Phytonutrient สารเหล่านี้บางตัวก็รู้แล้วว่าเป็นแอนติออกซิแดนต์ บางตัวก็ยังไม่รู้กลไกการออกฤทธิ์ของมันแต่ที่พอจะประเมินได้ มันมีฤทธิ์ต่อมะเร็งได้ 2 ลักษณะคือ เป็นสารสกัดกั้นการเกิดสารก่อมะเร็ง ( Blocking agent ) และเป็นสารป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ร่างกายมิให้เปลี่ยนใจไปเป็นพวก มะเร็ง ( Supperessing agent ) มีอาทิเช่น

- Indoles , polyphenol , dithiothione, isothiocyanate, aranate พวกนี้มักพบมากในตระกูลกะหล่ำ

- สาร alpha limonine พบมากในส้ม

- สาร allixin, eruboside B พบในกระเทียม

- สาร ellagia acid พบมากในสตรอเบอว์รี แบล็กเบอรี

- สาร quercetin, kempferol , apigenin , luteolin พบในแอปเปิล หอมหัวใหญ่ และใบชา

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราก็น่าจะหันมาทำสารสกัดผักและไม้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเสริมภูมิต้านดังที่แผนธรรมชาติบำบัดแนะนำ ( สำหรับสูตรการทำน้ำผลไม้สกัดด้วยตัวเองสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน office Health )

.

ข้อมูลจากหนังสือหมอในบ้านเล่ม 1

ที่มา: ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี

ใส่ความเห็น