ธรรมชาติบำบัดรักษามะเร็ง (ศูนย์บัลวี)

nature-therapy

จากประสบการณ์ทั่วไป วิธีการที่ใช้บำบัดรักษามะเร็งมีดังนี้

1. อาหารรักษามะเร็ง

อาหารที่ใช้รักษามะเร็งจะแตกต่างจากอาหารในชีวิตประจำวัน อย่างมากมายเนื่องจากอาหารที่ใช้ส่วนใหญ่ต้องเป็นอาหารที่มีลักษณะใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด เพื่อร่างกายจะได้วิตามิน เกลือแร่ และเอนไชม์ จากธรรมชาติเข้าไปเสริมภูมิต้านทาน หากกินอาหารดัดแปลง อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป ตามกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม จะไม่หลงเหลือคุณค่าทางอาหารอยู่เลย
.

อาหาร 3 อย่างที่ต้องงด

1. งดเนื้อสัตว์รวมทั้งปลา ไข่ ซุปไก่ รังนก แม้กระทั้ง เต้าหู้ โปรตีนเกษตร และเมล็ดถั่วในระยะแรก
2. งดใช้น้ำมันหรือไขมันไม่ว่าจะเป็นไขมันสัตว์หรือน้ำมันพืช
3. งดเค็ม งดทั้งเกลือแกง น้ำปลา แต่ให้ร่างกายได้รับโพแทสเซียมจากผักมาก
การงดเนื้อสัตว์และไขมัน เพื่อจะไม่ป้อนวัตถุดิบให้กับเซลล์มะเร็งใช้ในการเติบโต งดเค็มเพราะเกลือโซเดียมนี้มีมากเกินไป
จะบั่นทอนภูมิต้านทาน
.

อาหาร 3 อย่างที่ต้องกิน

1. ข้าวกล้องเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวัน ทุกครั้งให้โรยรำอ่อนควบอีก 1 ช้อนโต๊ะ ควรกินข้าวกล้องให้ได้ 5 ทัพพีต่อวัน
2. ผักสดและผลไม้สดปริมาณมากทุกมื้อ และคั้นน้ำผักและผลไม้ดื่มสด ๆ ด้วย
3. กินข้าวโพดด้วยในระหว่างมื้อ
ด้วยอาหารที่กินตามหลักนี้ ร่างกายจะได้โปรตีนในปรมาณพอดี สำหรับซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพราะข้าวกล้อง 1 ทัพพี
ให้โปรตีน 7.8 กรัม ดังนั้นการกิน 5 ทัพพีจะได้โปรตีน 39 กรัม ซึ่งเพียงพอ ขณะเดียวกันการกินข้าวโพดด้วย เพื่อให้ร่างกายได้กรออะมิโน จำเป็น 20 ชนิดครบส่วน ผู้ป่วยมะเร็งที่คุมอาหารเช่นนี้กว่า 7 ปี จะหายจากมะเร็งแล้ว ล้วนมีสุขภาพแข็งแรงโดยไม่เคยมีสภาพขาดอาหาร
.

อาหารที่ต้องห้าม

ได้แก่ ชา กาแฟ บุหรี่ โกโก้ ช็อคโกแลต แอลกอฮอล์ ครีม น้ำตาลทราย แป้งขัดขาว ไอศครีม เค้ก ผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น ถั่วเหลือง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เมล็ดถั่วทุกชนิด ควรงดในระยะ 6 เดือนแรก อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง ของหมักดอง ผงชูรส ผงฟู ยาสีฟันที่มีเกลือผสม อโวคาโด สตอเบอร์รี่ สับปะรด และแตงกวา
.

2. การสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ

เป็นวิธีกระตุ้นตับให้ขจัดสารพิษออกจากร่างกายให้ได้มากที่สุด เมื่อเราใส่กาแฟเข้าทางทวารหนักการดูดซึมของกาแฟจะเข้าทางเส้นเลือดดำของลำไส้ใหญ่ที่เรียกว่า เส้นเลือดดำของทวารหนัก (Hemorrhoidal vein) และ Colonic rein เข้าสู่ตับทาง Porfal nepaซึ่งจะเข้าสู่ตับอ่อนก่อนที่จะทันกระจายไปยังอวัยวะอื่นโดยเส้นเลือดดำตับ (Hepatic portal vein) เมื่อคาเฟอีนเข้าสู่ตับ เชลล์ตับจะจับมันเอาไว้ แล้วคาเฟอีนก็จะทำให้ตับทำงานขยันขึ้น
จากประสบการณ์ของศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี ในการสวนด้วยกาแฟ ถ้าใช้ในปริมาณที่พอดีและต้องกินสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ขมิ้นและโสมก่อนการสวนจะไม่พบว่าผู้ป่วยมีอาการใจสั่น นอนไม่หลับ เหมือนกับการดื่มกาแฟทั่ว ๆ ไป ซึ่งแสดงว่าเชลล์ตับสามารถกักเอากาแฟปริมาณที่ใส่เข้าไปไว้ได้หมด และจากประสบการณ์อีกเช่นกันที่พบว่า อาการต่าง ๆ ที่เป็นอาการของโรคมะเร็ง เช่น อาการไข้จะลดลงภายหลังการสวนโดยไม่ต้องใช้ยาลดไข้ อาการปวดเมื่อยตามตัวจะทุเลาลง อาการปวดท้อง อาการคลื่นไส้ อาเจียน จะดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้สวน และผู้ป่วยส่วนมากจะรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวขึ้นภายหลังจะการสวนด้วยกาแฟ
.

3. การทำสมาธิ

เป็นวิธีการแบบตะวันออกที่มีผลต่อความเครียด ทำให้ใจสงบได้อย่างดีที่สุด และมีผลในการเพิ่มภูมิต้านทาน เวลาทำสมาธิสมองส่วนไฮโปทาลามัสจะสั่งให้เชลล์เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้น เมื่อภูมิต้านทานกระเตื้องขึ้น การกำจัดเชลล์มะเร็งก็จะเป็นไปตามที่เจ้าตัวต้องการ
.

4. การทำโปรแกรมจิตใต้สำนึก

นักจิตวิทยาแบ่งจิตใจของเราออกเป็นจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก จิตสำนึกจะตัดสินใจ จะคิดจะทำและสั่งการให้สมองทำงานไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าตัว ร่างกายจะทำงานตามที่จิตสั่งทั้งสิ้น เช่น จิตนึกอยากจะกินขนม มันก็จะสั่งให้เจ้าตัวเอื้อมมือไปหยิบขนมบนโต๊ะมาเข้าปาก สั่งให้เคี้ยวแล้วกลืนลงไป เป็นต้น ซึ่งเป็นการกระทำที่รู้ตัวตลอดและสั่งได้ แต่ยังมีจิตอีกส่วนหนึ่ง คือจิตใต้สำนึก จะมีวิธีการทำงานอีกอย่างหนึ่งและส่วนมากจะเป็นเรื่องราวที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น เวลาโกรธ เราจะมีอาการปากคอสั่น หัวใจเต้นแรง เหงื่อแตก อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเอง แม้ว่าจิตสำนึกจะรู้ตัวว่ากำลังมีอาการไม่ดี แต่ก็ไม่อาจหยุดปฏิกิริยาดังกล่าวลงได้ จนกว่าอารมณ์โกรธจะหมดไป
ปกติจิตใต้สำนึกทำหน้าที่ เก็บข้อมูลในชีวิตที่ผ่านมา เราทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายในและภูมิต้านทาน ผ่านระบบประสาทอัตโนมัติและระบบฮอร์โมน คนที่มีประสบการณ์ชีวิตหรือเก็บกด อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหัวใจ ความดันเลือดสูง หรือก่อมะเร็งได้ การระเบิดความกดดันในจิตใต้สำนึก จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคกลุ่มดังกล่าว
เรายังอาจใช้การสั่งโปรแกรมจิตใตสำนึก จากผลข้างเคียง ของสารเคมีหรือการฉายรังสี เพราะผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยอาจรับทั้งข้อมูลด้านลบต่อการให้เคมีหรือรังสี เช่น สารเคมีทำให้เบื่ออาหาร คลื่นใส้อาเจียน หลายคนมีความเกรงกลัวเป็นทุนเดิม จึงเกิดอาการมากในการให้เคมีบำบัด เพื่อลดผลข้างเคียงดังกล่าว การโปรแกรมจิตใต้สำนึกให้ข้อมูลด้านบวก คือ ให้เห็นผลดีของการให้เคมีหรือรังสี โดยเซลล์ร่างกายไม่แพ้เลย ด้วยวิธีการที่เรียกว่า ” โปรแกรมจิตใต้สำนึก ” ผู้ป่วยจำวนวนไม่น้อยจะรับเคมีและรังสี โดยปลอดภัยไม่เกิดอาการ การโปรแกรมจิตใต้สำนึกยังช่วยเสริมกำลังใจและกระตุ้นภูมิต้านทานได้อีกด้วย
.

5. การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง หากยังไม่ค่อยแข็งแรงก็ออกกำลังแต่เพียงเบา ๆ เช่นเดิน หรือทำกายบริหารในน้ำ แต่ถ้าแข็งแร็งขึ้นเป้าหมายการออกกำลังกายอยู่ที่ต้องทำให้ได้ถึงขั้นแอโรบิก นั่นคือต้องเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก อะไรก็ได้ที่ต้องทำต่อเนื่องนานเกินกว่า 15 นาที เพื่อให้ชีพจรเต้นเร็วตามที่กำหนดไว้ ซึ่งแล้วแต่ว่าแต่ละคนอายุมากน้อยขนาดไหนและเคยออกกำลังมาบ้างแค่ไหน อย่างไรก็ตามการออกกำลังเป็นเรื่องที่หัดได้ โดยทั่วไปจะค่อย ๆ เพิ่มวิธีการและระยะเวลาการออกกำลังกายไปทีละน้อย ๆ เท่าที่ร่างกายจะทนได้
.

6. การฝึกชี่กง

เป็นการออกกำลังกายที่ประสานกายและจิตไปด้วยกัน การฝึกชี่กงนอกจากลดความเครียดแล้ว ยังมีงานวิจัยที่พบว่า สามารถเพิ่มเม็ดเลือดขาวที่เซลล์ช่วยต้านมะเร็งได้อีกด้วย
.

7. การอาบแสงตะวัน

เป็นวิธีการของโยคะมาแต่โบราณ ความอบอุ่นจากแสงตะวัน ยามเช้าจะทำให้ระบบหมุนเวียนของเลือดดีขึ้นทั่วร่างกาย ที่จริงวิธีนี้เหมาะสำหรับโรคเรื้อรังทั้งหลาย เหมาะสำหรับคนฟื้นไข้ แต่การอาบแสงตะวันไม่ใช่การอาบแดดที่ใช้แสงตรงเผาจนผิวเกรียม หากเราใช้ใบตองสดมาคลุมกาย ความเขียวของใบตองจะกรองเอาเฉพาะสีเขียวมาตกต้องร่างกาย ทำให้อบอุ่นและเย็นในเวลาเดียวกันเพราะแสงสีเขียวเป็นแสงเย็น วิธีการนี้ทำให้ภูมิต้านทานดีขึ้นเพราะร่างกายถูกกระตุ้นด้วยความร้อนจากตะวัน และขณะเดียวกันเป็นการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกายเหมือนกับการส่งเม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นให้กระปรี้กระเปร่า
แล้วลาดตระเวณออกไปทั่วร่างเพื่อจับเชลล์มะเร็ง
.

8. วารีบำบัด

การใช้น้ำหรือความร้อนความเย็นกระตุ้นร่างกายเป็นการเพิ่มภูมิต้านทาน และระบบไหลเวียนของเลือด เช่นการอบซาวน่า การอาบน้ำร้อนและเย็นสลับกัน
.

9. การใช้วิตามินและเกลือแร่

วิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นได้แก่ วิตามินซีขนาดสูงเพื่อป้องกันการลุกลามของมะเร็ง และวิตามินต้านอนุมูลอิสระ ใช้ในแง่ต้านอนุมูลอิสระและเสริมภูมิต้านทาน
.

10. การบำบัดอาการอื่น ๆ

วิธีการนี้เป็นการใช้ธรรมชาติบำบัดในการรักษาอาการที่อาจจะเป็นอยู่เช่นอาการปวด อาจใช้วิธีกดจุด ฝังเข็ม หรือกายภาพบำบัด
.
ธรรมชาติบำบัดมีหลักการอยู่ที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อผู้ป่วยสามารถพึ่งตนเองได้ในระยะยาว อย่างไรก็ดี โรคบางโรคที่ไม่สลับซับซ้อน และไม่รุนแรงถึงกับคุมคามชีวิต ย่อมอาจใช้เวลาหาความรู้เรื่องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยตนเอง แต่สำหรับโรคมะเร็ง เป็นโรคที่ซับซ้อนเพราะมีรายละเอียดมากในการดูแลรักษา จึงควรที่ผู้ป่วยจะได้หลักสูตรธรรมชาติบำบัดสัก 1 คอร์สก่อน ซึ่งในคอร์สดังกล่าว จะเห็นทั้งการ และเห็นการสอนให้เข้าใจเพื่อดูแลตนเองต่อไป

2 Responses to ธรรมชาติบำบัดรักษามะเร็ง (ศูนย์บัลวี)

  1. meelar พูดว่า:

    อยากรู้ว่ามะเร็งในถุงน้ำดีระยะสุดท้ายถ้าเข้ารักษาแบบธรรมชาติบำบัดจะทำให้ผู้ป่วยทุเลาและยืดอายุผู้ป่วยต่อไปได้ไหม ตอนนี้ผู้ป่วยเบื่ออาหารท้องอืด ปวดร้อนจากภายในมากๆ ถึงขั้นนี้ธรรมชาติบำบัดจะช่วยได้ไหมช่วยตอบด้วยด่วนเลยขอบคุณค่ะ

ใส่ความเห็น